ความคิดระหว่าง คนรวย คนชั้นกลาง


ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ ใครๆๆย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างแพงขึ้น เป็นทวีคูณ....นาทีนี้เชื่อว่าหลายคนที่ใช้รถ คงต้องแบกภาระค่าน้ำมันกันจนไหล่แทบหลุด เพราะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้นทุกๆ วัน ได้มีโอกาสอ่านบทความ บทความหนึ่งในเว็บไซด์ก็เลยเก็บมาฝากลองอ่านดูนะค่ะ.....

**** เผื่อได้แง่คิดดีๆๆ เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่การเป็นคนรวยกันค่ะ...*****

10 ความแตกต่าง ระหว่าง คนรวย กับ คนชั้นกลางความแตกต่าง


ข้อแรก เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น

ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ หรือเป็นสิบ ๆ ปี ในใจของคนจนนั้น เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ส่วนคนรวยนั้น เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง


ข้อสอง คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น

นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ หรือมีมุมมองต่าง ๆ มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ “ซุบซิบนินทา” เป็นนิจสิน ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์ ดนตรี การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นต้น


ข้อสาม คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้ เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ ได้


ข้อสี่ คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง

นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ นั้นจะมีน้อยมาก ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ คนชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้มค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก ในอีกมุมหนึ่ง คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง “บ้าบิ่น” เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว


ข้อห้า คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน

นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ นี้ ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ เพราะในความรู้สึกของผมเอง การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้ และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน โดยนัยของข้อนี้ คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้


ข้อหก คนรวยทำงานเพื่อหากำไร คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง

คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้ข้อเจ็ด คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต


ข้อแปด คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง

ข้อนี้ก็เช่นกัน ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย ๆ อย่าง หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ คนชั้นกลางนั้น มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก


ข้อเก้า คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน

เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม ดังนั้น ถ้าเขามีหุ้นอยู่ การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย สรุปก็คือ คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเองสุดท้าย


ข้อสิบ คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ เช่น ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร? ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?


และนั่นก็คือความแตกต่าง 10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้

***ส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย แต่ถ้าเราอยากรวย คิดว่า การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่าค่ะ **** ๙๙๙๙๙ ***


ที่มา : http://share.psu.ac.th/

แผนการเงินสาวโสด


M&W Family Finance
ด ร . สุ ว ร ร ณ ว ลั ย เ ส ถี ย ร : เรื่อง Case # 3:
A SINGLE Family
กรณีศึกษาที่ 3 : ครอบครัวของสาวโสด

นักจิตวิทยาบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่กันเป็นหมู่เป็นเหล่า ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงมีครอบครัว มีลูก อย่างไร ก็ตาม สังคมในปัจจุบันมีทิศทางที่ทำให้คน เราต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น บางครั้งก็มี ความกดดันในด้านต่างๆ จนไม่อยากจะไป เอาใจใคร หรือขัดใจใคร จึงคิดว่าอยู่คนเดียวจะมีอิสระและสะดวกสบายกว่า หากถามว่าชีวิตโสดกับชีวิตคู่ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ก็คงตอบได้สั้นๆ ว่า ดีพอๆ กัน เพราะเปรียบแล้ว คนที่แต่งงานเหมือนคน ที่อยากจะทานข้าวก็ต้องซาวน้ำและหุงข้าว ให้ดี เมื่อข้าวสุกแล้วก็จะทานอิ่มอร่อย แต่ ถ้าหากเร่งไฟแรงไป ข้าวก็จะไหม้ ทานแล้ว ไม่เป็นสับปะรด ซึ่งเทียบได้กับการแต่งงาน หากเข้ากับคู่ชีวิตได้ดี ก็ย่อมจะมีความสุขไป ถึงชั้นลูกชั้นหลาน ในทางตรงกันข้าม คน ที่อยู่เป็นโสดก็เสมือนคนไม่อยากกินข้าวจึงไม่ต้องเสียเวลาไปหุงหา แต่ก็อดลิ้มรส ความสุขของการกินข้าว

สาวโสดรับราชการ
นางสาวลัดดา อายุ 33 ปี ยังไม่แต่งงาน อาชีพรับราชการอยู่กระทรวงแห่งหนึ่ง เงินเดือนปีหนึ่ง ประมาณ 250,000 บาท ลัดดาเคยคบกับผู้ชาย 2-3 คน แต่ก็ไม่ถูกใจ จึงคิดว่าจะอยู่เป็นโสดไป ตลอดชีวิต การเป็นอยู่จึงค่อนข้างเรียบง่ายโดยมีเงินออมปีหนึ่งประมาณ 100,000 บาท ดังนี้

ลัดดาเพิ่งได้รับมรดกจากคุณแม่เป็นที่ดิน อยู่ในละแวกใกล้บ้านซอยสุทธิสารเช่นกัน เธอ เกรงว่าเงินออมปีละเพียง 100,000 บาท จะไม่พอใช้จ่ายเมื่ออายุมาก จึงคิดจะสร้างหอพัก บนที่มรดกเพื่อเปิดให้เช่าประมาณ 80 ห้อง หาก ได้ค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาทต่อห้อง ปีหนึ่งจะได้ค่าเช่าเกือบ 3,000,000 บาท แต่ต้องกู้เงิน 15 ล้านบาท เพื่อก่อสร้าง โดยเบิกเงินกู้ไปแล้ว 4 ล้านบาท ส่วนบ้านที่ซื้อไว้เดิมราคา 1,000,000 บาท ก็ปล่อยเช่าเดือนละ 10,000 บาท ขณะนี้ ราคาตลาดของบ้านปรับขึ้นมาเป็น 2,000,000 บาทแล้ว

1. การกู้เงิน 15,000,000 บาท เพื่อมาสร้างหอพักเป็นความคิดที่ดี แต่ต้องระวังว่าธุรกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง ดังนั้น เงินกู้ดังกล่าวควรเอาเฉพาะที่ดินและอาคารหอพักเป็นประกัน เผื่อ ว่าเมื่อสร้างแล้วเกิดไม่มีผู้มาพัก หรือ ไม่มีเงินผ่อนจ่ายหนี้คืนธนาคารได้เพียงพอ หากในที่สุด ต้องถูกยึด ก็จะได้เสียเฉพาะที่ดิน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ สัญญากู้เงินไม่เปิดโอกาสให้ธนาคาร มาฟ้องร้องเอาไปชำระหนี้ คนเราต้องระวังว่าธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่เสมอ จึงควรจำกัดความ เสี่ยงโดยระบุไว้ในสัญญากู้ยืมให้แจ้งชัด อย่าเอาทรัพย์สินส่วนตัวไปผูกพัน

2. หลายคนถามว่าควรทำหอพักในชื่อส่วนตัวหรือในชื่อบริษัท ผมขอแนะนำว่า เนื่องจากที่ดิน มรดกที่ลัดดาได้รับไว้อยู่ในชื่อส่วนตัว จึงควรทำหอพักในชื่อของส่วนตัวไปก่อน เพราะเมื่อ เริ่มต้นยังไม่แน่ว่าจะประสบผลสำเร็จแค่ไหน ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อกิจการเจริญมั่นคง มากขึ้น รายได้เป็นล่ำเป็นสันแล้วหากจะคิดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมารับช่วงธุรกิจหอพัก ค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง การตั้งเป็นบริษัท ลัดดาต้องเอาใจใส่ในเรื่องการทำบัญชี เก็บใบเสร็จ รวมตัวเลขรายได้รายจ่าย ซึ่งถือเป็นภาระอย่างหนึ่ง และหากเป็นคนที่ไม่ถนัดในเรื่องนี้ก็จะต้องจ้างคนมาช่วยดูแล แม้จะมีค่าใช้จ่าย แต่ก็คุ้มที่จะทำ

3. ประเทศไทยไม่มีภาษีมรดก ดังนั้น ที่ดินที่ลัดดาได้รับจึงไม่ต้องเสียภาษีแต่ประการใด ผมเชื่อว่าประเทศเรานี้ไม่มีภาษีมรดก เพราะคนไทยเราก็เสียภาษีนับสิบอย่างแล้ว รัฐบาลควร ไปเก็บภาษีเหล่านั้นให้ทั่วจะดีกว่ามาประกาศใช้ภาษีประเภทใหม่ และขนบธรรมเนียมก็คือ คนไทยจะเก็บทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน

4. เมื่อหอพักเริ่มมีรายได้แล้ว ลัดดาควรเก็บเงินออมเป็นเงินสดให้มากกว่านี้ โดยผมแนะนำ ให้ไปซื้อกองทุนแบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ครึ่งหนึ่งที่ให้ผลตอบแทน 3-4 เปอร์เซ็นต์ และซื้อกองทุนหุ้นอีกครึ่งหนึ่งซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า เนื่องจากลัดดาต้องการเก็บเงินไว้ใช้ในระยะยาว การลงทุนในกองทุนหุ้นจะมีโอกาสได้กำไรมากกว่ากองทุนประเภทอื่น เพราะขณะนี้ รัฐบาลดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มจะมั่นคงกว่าสมัยก่อน เพราะกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

5. เนื่องจากลัดดาเป็นโสดและไม่มีภาระประการใด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกันชีวิต เงิน ที่ออมได้ เก็บไปลงทุนเองจะได้ผลเร็วกว่า เพราะการออมเงินผ่านประกันชีวิต ลัดดาจะได้ ผลตอบแทนเพียงครึ่งเดียว เบี้ยประกันอีกครึ่งหนึ่งเป็นผลกำไรของบริษัทประกันและค่า นายหน้าที่ตัวแทนเรียกเก็บ ส่วนเงินที่ให้หลานเป็นค่าเล่าเรียนปีละ 20,000 บาท ก็ให้เท่ากับเป็นการทำกุศลให้แก่ญาติผู้ใกล้ชิด โดยลัดดาอาศัยอยู่กับคุณพ่อซึ่งเกษียณอายุจาก ราชการแล้ว คุณพ่อก็มีเงินบำเหน็จบำนาญใช้ส่วนตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาเงินจากลัดดา

6. การทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ห้องเช่า นอกจากจะต้องเสียภาษีเงินได้โดยค่าเช่าหักรายจ่ายได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์ นำมาคำนวณภาษีตามอัตราบุคคลธรรมดา หรือหากให้เช่าในนามของบริษัทก็เสียภาษี 30 เปอร์เซ็นต์ของผลกำไร แต่ถ้าผู้ประกอบกิจการ ลงทุนมาก อาจใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งมีทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเสื่อม ค่าสึกหรอ ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างพนักงาน นอกจากนี้ ลัดดายังต้องเสียภาษีโรงเรือน 12.5 เปอร์เซ็นต์ของค่าเช่าหรือค่ารายปีด้วย ตามที่เทศบาลหรือเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่นจะเรียกเก็บ ซึ่งค่ารายปีนี้อาจเจรจาตกลงกันได้ เพราะห้องเช่ามิใช่จะมีค่าเช่าอัตราเดียวหรือมีผู้เช่าเต็มตลอดทั้งปี ทางราชการมักจะมีสูตรในการคิดค่าภาษีโรงเรือน
ที่มา : http://finansa-asset.com/