แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนออมเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนออมเงิน แสดงบทความทั้งหมด

สูตรการคำนวณ : จะเก็บเงินกันเดือนละเท่าไรดีเพื่อเกษียณ

จะเก็บเงินกันเดือนละเท่าไรดีเพื่อเกษียณ
( เป็นโปรแกรมคำนวน)

http://goldpf.kasikornasset.com/simulate/saveplan.asp

เคล็ดลับเก็บเงินได้มากขึ้น



เห็นจั่วเรื่องแล้ว คุณผู้อ่านคงแอบงงปนสงสัยกันอยู่ใช่มั้ยล่ะค่ะว่า ในยุคน้ำมันแพง ค่าแรงไม่พอใช้แบบนี้ เรื่องเงินออมนั้น คงทำได้ยากกกก ถึงยากที่สุด เพราะไหนจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วยังมีหนี้บัตรเครดิต ค่างวดโทรศัพท์มือถือ และข้าวของอีกมากมายก่ายกองที่เป็นภาระทุกเดือนๆ ชวนให้ปวดหัว แต่วันนี้ค่ะเรามีกลเม็ดการออมที่ คุณมัทยา ดีจริงจริง เจ้าของหนังสือขายดี "ออมน้อยก็รวยได้" แนะนำไว้เกี่ยวกับแนวคิดและวิถีการออมของโลกตะวันตก ซึ่งหากลองอ่านดูจะเห็นว่าหลายๆ วิธีก็ใช้ได้กับโลกตะวันออกได้เหมือนกัน …ไม่เชื่อลองอ่านดูค่ะ

1. ส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ จะมากจะน้อยให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน แล้วอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องถอนเงินส่วนนี้ ให้ถือว่ากำลังกู้เงิน เวลาคืนต้องคืนทั้งต้นทั้งดอก


2. เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคตได้เชียวนะ


3. เก็บเงินคืนที่ได้รับจากเรื่องต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เช่น เงินคืนตามโปรโมชั่นการซื้อสินค้า เงินคืนเบี้ยประกัน รายได้เบี้ยใบ้รายทางต่างๆ ให้รวมเป็นบัญชีเดียว แล้วทำบัญชีไว้ คุณจะได้รู้ว่า ณ สิ้นปีรายรับที่ได้จากเงินคืนพวกนี้มันมากขนาดไหน รายรับพวกนี้เป็นรายรับไม่ต้องเสียภาษี น่าเสียดายที่จะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ


4. จ่ายเงินค่างวดผ่อนสิ่งของต่างๆ ที่ผ่อนหมดแล้ว เข้าบัญชีตัวเองด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม วิธีนี้คุณไม่ต้องเดือดร้อน เพราะคุณเคยชินกับภาระการผ่อนนั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณไม่มีภาระผ่อนอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกนะ


5. หยุดนิสัยฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย ตัดทิ้งให้หมด ทำรายการขึ้นมาว่าต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง หลายคนแปลกใจว่ายิ่งคิดยิ่งตัดได้เรื่อยๆ


6. เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ไม่ควรยอมรับผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ เงินออมที่มีอยู่ควรไปสร้างเงินต่อด้วยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลในการรับความเสี่ยงด้วย


7. เป็นสมาชิกสหกรณ์ เป็นวิธีง่ายสุดของการออมเงิน พร้อมทั้งเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีกต่างหาก


8. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการออกพันธบัตรประเภทต่างๆ ให้ผู้สนใจ ถ้าสนใจเข้าไปดูที่ http://www.bot.or.th/ การจำหน่ายพันธบัตรให้กับประชาชน สิ่งที่ต้องดูคือประเภทพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย และวันจ่ายดอกเบี้ย


9. ใช้ประโยชน์จากการโอนเงินบัญชีธนาคาร เมื่อเงินเดือนถูกนำฝากเข้าในบัญชีของคุณแล้ว คุณควรให้มันอยู่ในบัญชีธนาคารให้นานที่สุด (ฮา)


10. เข้าร่วมแผนออมเงินของบริษัท แผนการออมของบริษัทเป็นแผนออมเงินแบบปลอดภาษี และนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกจ้าง
11. ใช้การเสียภาษีให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้เรื่องภาษี ประโยชน์ที่คุณไม่ควรเสียและประโยชน์ที่คุณควรได้ (เรื่องลดหย่อนนั่นเอง)


12. เข้าโครงการออมเงินที่น่าสนใจ เปิดหูเปิดตาให้กว้าง อาจมีโปรแกรมออมที่นึกไม่ถึง


13. ส้มหล่น อย่าเพิ่งกินหมดในคราวเดียว เงินก้อนใหญ่ไม่มาบ่อยครั้ง เช่น มรดก รางวัลเกมโชว์ ลอตเตอรี่ เงินปันผลกองทุน ฯลฯ เงินก้อนนี้ควรนำไปใช้ในการออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ ทั้งนี้ อย่าลืมปรึกษามืออาชีพด้านภาษีด้วย


14. รัดเข็ดขัดชั่วคราว อยากได้อะไรมากๆ ลองรัดเข็มขัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เพื่อออมเงินให้มากกว่าปกติ เก็บเงินได้เท่าราคาของ แล้วจึงค่อยกลับสู่การดำเนินชีวิตปกติ
15. ฝากเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อการเกษียณอายุสัปดาห์ละครั้ง ในต่างประเทศนิยมมาก มีการทำบัญชีฝากสะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว สำหรับเมืองไทยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งนายจ้างจ่ายสมทบให้


16. ให้นำเงินเดือนส่วนที่เพิ่มไปฝาก ถ้ารับเงินเป็นรายสัปดาห์หรือราย 2 สัปดาห์ อาจเป็นได้ว่าบางเดือนคุณจะได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ เช่น ถ้าได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ จะมี 4 เดือนที่ได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ หรือถ้าได้รับเงินเป็นราย 2 สัปดาห์ จะมี 3 เดือนที่คุณได้เงินเดือน 3 ครั้ง ครั้งที่เกินมาให้นำไปเข้าบัญชีเงินออม (ทันที)


17. เก็บเงินเบิกรายการต่างๆ ส่วนที่เกินจากรายจ่ายจริงเข้าบัญชีเงินออม ค่าเดินทางหรือรายจ่ายอื่นที่เบิกบริษัทได้ ควรเก็บส่วนเกินจากรายจ่ายจริงไว้ หรือคุณอาจได้ค่าล่วงเวลา ควรเก็บเงินส่วนนี้มาออมเช่นกัน เช่น ได้ค่าล่วงเวลาเดือนละ 2,000 บาท ถึงสิ้นปีจะมีเงินก้อน 2.4 หมื่นบาท สามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีพิเศษโดยไม่ต้องไปถอนเงินออมหลัก


18. ยืมมาออม บางคนประสบความสำเร็จในการกู้เงินธนาคาร แล้วนำกลับไปฝากในบัญชีเงินออมของตนเองอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่กำลังมีค่าหักลดหย่อน (เช่น กู้ซื้อบ้าน) และใช้ได้กับช่วงเวลาที่ดอกฝากมากกว่าดอกกู้ (หลังภาษี) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง


19. นำเงินปันผลและดอกเบี้ยไปต่อเงินโดยอัตโนมัติ เมื่อลงทุนหรือฝากเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด จัดการให้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยสามารถนำฝากหรือลงทุนต่อได้อัตโนมัติ ในระยะยาวจะเห็นผลน่าพอใจ


20. ทิ้งเงินไว้ในบัญชีกระแสรายวันให้น้อยที่สุด มีคนจำนวนมากทิ้งเงินไว้ในกระแสรายวัน (เพราะปลอดดอกเบี้ย) แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพลาดโอกาสในการทำเงิน ที่ควรก็คือมีเงินในกระแสรายวันให้พอกับรายจ่ายรายเดือน หากเงินเหลือให้โอนไปยังบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ยหรือโอนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีดอกเบี้ยดีสุดในเวลานั้น


21. ใช้ประโยชน์จาก Float ความหมายของ Float คือระยะช่วงที่ผู้ถือเช็คได้รับเช็คไปจนกระทั่งถึงตอนที่ได้รับเงินสั่งจ่ายตามเช็ค กล่าวคือช่วงที่ยังไม่ได้ถูกตัดบัญชีก็ควรแช่เงินไว้ในบัญชีเงินฝากให้นานเท่าที่จะนานได้ ก่อนจะโอนไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเพื่อตัดจ่ายเช็ค


22. จ่ายหนี้ให้หมด คุณอยากได้ผลตอบแทน 17-21% หรือเปล่า? อย่ามีหนี้บัตรเครดิตสิ เคลียร์หนี้บัตรให้หมด รู้มั้ยว่าถ้ายอดหนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 4,000-5,200 บาท รีบเคลียร์หนี้ให้หมด ผลตอบแทนที่คุณจะได้คือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก้อนนี้ การปลอดหนี้บัตรจึงเป็นวิธีออมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ (จริงๆ) หาบัตรที่ดอกถูกสุดมาใช้


เมื่อรู้ดังนี้แล้ว นักออมทั้งหลาย คงไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น มาเริ่มต้นด้วยการวางแผนคร่าวๆ ถึงวิธีและขั้นตอนปฏิบัติ บันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ จากนั้นให้ลงมือทันที เน้นนะคะว่าคิดแล้วจงลงมือทำทันที ไม่งั้นเดี๋ยวไม่บรรลุจุดหมาย ไม่รู้ด้วยล่ะ

แหล่งอ้างอิง: http://www.thaigoodview.com/

แผนการเงินสาวโสด


M&W Family Finance
ด ร . สุ ว ร ร ณ ว ลั ย เ ส ถี ย ร : เรื่อง Case # 3:
A SINGLE Family
กรณีศึกษาที่ 3 : ครอบครัวของสาวโสด

นักจิตวิทยาบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่กันเป็นหมู่เป็นเหล่า ดังนั้น คนส่วนใหญ่จึงมีครอบครัว มีลูก อย่างไร ก็ตาม สังคมในปัจจุบันมีทิศทางที่ทำให้คน เราต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น บางครั้งก็มี ความกดดันในด้านต่างๆ จนไม่อยากจะไป เอาใจใคร หรือขัดใจใคร จึงคิดว่าอยู่คนเดียวจะมีอิสระและสะดวกสบายกว่า หากถามว่าชีวิตโสดกับชีวิตคู่ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ก็คงตอบได้สั้นๆ ว่า ดีพอๆ กัน เพราะเปรียบแล้ว คนที่แต่งงานเหมือนคน ที่อยากจะทานข้าวก็ต้องซาวน้ำและหุงข้าว ให้ดี เมื่อข้าวสุกแล้วก็จะทานอิ่มอร่อย แต่ ถ้าหากเร่งไฟแรงไป ข้าวก็จะไหม้ ทานแล้ว ไม่เป็นสับปะรด ซึ่งเทียบได้กับการแต่งงาน หากเข้ากับคู่ชีวิตได้ดี ก็ย่อมจะมีความสุขไป ถึงชั้นลูกชั้นหลาน ในทางตรงกันข้าม คน ที่อยู่เป็นโสดก็เสมือนคนไม่อยากกินข้าวจึงไม่ต้องเสียเวลาไปหุงหา แต่ก็อดลิ้มรส ความสุขของการกินข้าว

สาวโสดรับราชการ
นางสาวลัดดา อายุ 33 ปี ยังไม่แต่งงาน อาชีพรับราชการอยู่กระทรวงแห่งหนึ่ง เงินเดือนปีหนึ่ง ประมาณ 250,000 บาท ลัดดาเคยคบกับผู้ชาย 2-3 คน แต่ก็ไม่ถูกใจ จึงคิดว่าจะอยู่เป็นโสดไป ตลอดชีวิต การเป็นอยู่จึงค่อนข้างเรียบง่ายโดยมีเงินออมปีหนึ่งประมาณ 100,000 บาท ดังนี้

ลัดดาเพิ่งได้รับมรดกจากคุณแม่เป็นที่ดิน อยู่ในละแวกใกล้บ้านซอยสุทธิสารเช่นกัน เธอ เกรงว่าเงินออมปีละเพียง 100,000 บาท จะไม่พอใช้จ่ายเมื่ออายุมาก จึงคิดจะสร้างหอพัก บนที่มรดกเพื่อเปิดให้เช่าประมาณ 80 ห้อง หาก ได้ค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาทต่อห้อง ปีหนึ่งจะได้ค่าเช่าเกือบ 3,000,000 บาท แต่ต้องกู้เงิน 15 ล้านบาท เพื่อก่อสร้าง โดยเบิกเงินกู้ไปแล้ว 4 ล้านบาท ส่วนบ้านที่ซื้อไว้เดิมราคา 1,000,000 บาท ก็ปล่อยเช่าเดือนละ 10,000 บาท ขณะนี้ ราคาตลาดของบ้านปรับขึ้นมาเป็น 2,000,000 บาทแล้ว

1. การกู้เงิน 15,000,000 บาท เพื่อมาสร้างหอพักเป็นความคิดที่ดี แต่ต้องระวังว่าธุรกิจมีทั้งขาขึ้นและขาลง ดังนั้น เงินกู้ดังกล่าวควรเอาเฉพาะที่ดินและอาคารหอพักเป็นประกัน เผื่อ ว่าเมื่อสร้างแล้วเกิดไม่มีผู้มาพัก หรือ ไม่มีเงินผ่อนจ่ายหนี้คืนธนาคารได้เพียงพอ หากในที่สุด ต้องถูกยึด ก็จะได้เสียเฉพาะที่ดิน ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ สัญญากู้เงินไม่เปิดโอกาสให้ธนาคาร มาฟ้องร้องเอาไปชำระหนี้ คนเราต้องระวังว่าธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่เสมอ จึงควรจำกัดความ เสี่ยงโดยระบุไว้ในสัญญากู้ยืมให้แจ้งชัด อย่าเอาทรัพย์สินส่วนตัวไปผูกพัน

2. หลายคนถามว่าควรทำหอพักในชื่อส่วนตัวหรือในชื่อบริษัท ผมขอแนะนำว่า เนื่องจากที่ดิน มรดกที่ลัดดาได้รับไว้อยู่ในชื่อส่วนตัว จึงควรทำหอพักในชื่อของส่วนตัวไปก่อน เพราะเมื่อ เริ่มต้นยังไม่แน่ว่าจะประสบผลสำเร็จแค่ไหน ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อกิจการเจริญมั่นคง มากขึ้น รายได้เป็นล่ำเป็นสันแล้วหากจะคิดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมารับช่วงธุรกิจหอพัก ค่อยตัดสินใจอีกทีหนึ่ง การตั้งเป็นบริษัท ลัดดาต้องเอาใจใส่ในเรื่องการทำบัญชี เก็บใบเสร็จ รวมตัวเลขรายได้รายจ่าย ซึ่งถือเป็นภาระอย่างหนึ่ง และหากเป็นคนที่ไม่ถนัดในเรื่องนี้ก็จะต้องจ้างคนมาช่วยดูแล แม้จะมีค่าใช้จ่าย แต่ก็คุ้มที่จะทำ

3. ประเทศไทยไม่มีภาษีมรดก ดังนั้น ที่ดินที่ลัดดาได้รับจึงไม่ต้องเสียภาษีแต่ประการใด ผมเชื่อว่าประเทศเรานี้ไม่มีภาษีมรดก เพราะคนไทยเราก็เสียภาษีนับสิบอย่างแล้ว รัฐบาลควร ไปเก็บภาษีเหล่านั้นให้ทั่วจะดีกว่ามาประกาศใช้ภาษีประเภทใหม่ และขนบธรรมเนียมก็คือ คนไทยจะเก็บทรัพย์สมบัติให้ลูกหลาน

4. เมื่อหอพักเริ่มมีรายได้แล้ว ลัดดาควรเก็บเงินออมเป็นเงินสดให้มากกว่านี้ โดยผมแนะนำ ให้ไปซื้อกองทุนแบ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ครึ่งหนึ่งที่ให้ผลตอบแทน 3-4 เปอร์เซ็นต์ และซื้อกองทุนหุ้นอีกครึ่งหนึ่งซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า เนื่องจากลัดดาต้องการเก็บเงินไว้ใช้ในระยะยาว การลงทุนในกองทุนหุ้นจะมีโอกาสได้กำไรมากกว่ากองทุนประเภทอื่น เพราะขณะนี้ รัฐบาลดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มจะมั่นคงกว่าสมัยก่อน เพราะกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ

5. เนื่องจากลัดดาเป็นโสดและไม่มีภาระประการใด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องประกันชีวิต เงิน ที่ออมได้ เก็บไปลงทุนเองจะได้ผลเร็วกว่า เพราะการออมเงินผ่านประกันชีวิต ลัดดาจะได้ ผลตอบแทนเพียงครึ่งเดียว เบี้ยประกันอีกครึ่งหนึ่งเป็นผลกำไรของบริษัทประกันและค่า นายหน้าที่ตัวแทนเรียกเก็บ ส่วนเงินที่ให้หลานเป็นค่าเล่าเรียนปีละ 20,000 บาท ก็ให้เท่ากับเป็นการทำกุศลให้แก่ญาติผู้ใกล้ชิด โดยลัดดาอาศัยอยู่กับคุณพ่อซึ่งเกษียณอายุจาก ราชการแล้ว คุณพ่อก็มีเงินบำเหน็จบำนาญใช้ส่วนตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาเงินจากลัดดา

6. การทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์ห้องเช่า นอกจากจะต้องเสียภาษีเงินได้โดยค่าเช่าหักรายจ่ายได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 70 เปอร์เซ็นต์ นำมาคำนวณภาษีตามอัตราบุคคลธรรมดา หรือหากให้เช่าในนามของบริษัทก็เสียภาษี 30 เปอร์เซ็นต์ของผลกำไร แต่ถ้าผู้ประกอบกิจการ ลงทุนมาก อาจใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริง ซึ่งมีทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเสื่อม ค่าสึกหรอ ค่าบำรุงรักษา และค่าจ้างพนักงาน นอกจากนี้ ลัดดายังต้องเสียภาษีโรงเรือน 12.5 เปอร์เซ็นต์ของค่าเช่าหรือค่ารายปีด้วย ตามที่เทศบาลหรือเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่นจะเรียกเก็บ ซึ่งค่ารายปีนี้อาจเจรจาตกลงกันได้ เพราะห้องเช่ามิใช่จะมีค่าเช่าอัตราเดียวหรือมีผู้เช่าเต็มตลอดทั้งปี ทางราชการมักจะมีสูตรในการคิดค่าภาษีโรงเรือน
ที่มา : http://finansa-asset.com/

แผนการเงินสำหรับคนโสด


MoneyPro: วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ wiwan.th@kasikornresearch.com

วารสารสหประกันชีวิต ฉบับที่ 10 ประจำเดือนมิถุนายน 2552 หน้า 14

คนหลายคนมองว่าการทำงานมีเงินเดือน คือความมั่นคง ยิ่งเงินเดือนมาก ความมั่นคงยิ่งมากขึ้นตามแต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินเดือนคือค่าจ้าง นั้นคือ ค่าแรงที่คนที่รักเงินเดือนได้ลงแรงทำไป

แต่ถ้าเราย้อนนึกไปถึงวันที่เราขาดซึ่งแรงที่จะทำงานได้ต่อไปเงินเดือนจากการทำงานก็จะไม่มีเช่นกัน จึงทำให้หลายคนเกิดคำถามว่าสุดท้ายแล้วความมั่นคงที่แท้จริงคืออะไร ใช่เพียงแค่เงินเดือนเท่านั้นหรือ

ชีวิตคนทำงานประจำไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน ลูกน้อง หัวหน้า ผู้จัดการ ล้วนแล้วแต่เป็นลูกจ้างทั้งหมดทั้งสิ้น ทำงานได้ก็มีเงินเดือน ทำงานไม่ไหว เจ็บป่วย แก่ตัวลงไปก็ต้องถูกปลดออกจากงาน ตกอยู่ในภาวะขาดรายได้ และถ้าวันนั้นมาถึง เราเข้าจริง ๆ คุณคิดว่าคุณมีหลักความมั่นคงให้ได้ยึดจับหรือยัง

แผนการเงินของคนโสดไม่แตกต่างกับแผนการเงินของผู้ที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร เพราะสามารถตัดเรื่องการวางแผนเพื่อการศึกษาของบุตรไปได้ คงเหลือเฉพาะการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุงาน เพราะต้องดูแลตัวเอง และอาจจะต้องวางแผนเพื่อเลี้ยงดูบุพการีด้วย

คนโสดในวัยสามสิบเศษ หากไม่คิดว่าจะมีครอบครัวก็สามารถวางแผนซื้อบ้านได้ ในภายหลังหากมีครอบครัวก็ไม่ต้องหาซื้ออีก แค่ถ้าหากไม่มีครอบครัวและมาเริ่มซื้อตอนอายุ 40 หรือ 45 ปี อาจจะช้าไปหน่อยค่ะ ผ่อนไม่ไหว ประมาณเอาว่าเริ่มวางแผนซื้อบ้านตั้งแต่อายุ 35 ปี ก็น่าจะดีค่ะ

นอกจากนั้น ยังต้องวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพด้วย ทำร่างกายให้แข็งแรง และเลือกดูแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม ในกรณีที่ที่ทำงานไม่ได้ครอบคลุมการประกันสุขภาพให้ เพราะข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งของคนโสดคือ เวลาเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ จะไม่มีรายได้จากคู่สมรสมาช่วย ทุกอย่างจึงต้องอาศัยตนเองทั้งสิ้น นอกเสียจากว่าท่านจะมีญาติพี่น้องคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับคนโสดค่ะ เพราะทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิตของท่านก็คือตัวของท่าน และถ้าท่านไม่อยากให้ตัวท่านเองเป็นภาระของตัวเองในยามชราภาพ ท่านต้องดูแลสุขภาพให้ดีเลิศ

สุขภาพจิตก็สำคัญค่ะ เนื่องจากท่านไม่มีลูกให้ดุ ไม่มีคู่สมรสให้ต่อว่า ท่านอาจจะสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว ต้องมีการระบายความเครียด อาจจะด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการทำสมาธิ ด้วยการศึกษาศาสนา อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ

การวางแผนประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ควรจะทำค่ะ และสำคัญกว่าแผนประกันชีวิต โดยเฉพาะท่านที่ทำงานอิสระหรือหน่วยงานที่สังกัดไม่ได้ให้การดูแลในเรื่องสุขภาพ แต่สำหรับท่านที่ต้องเลี้ยงดูบุพการี ท่านควรจะต้องวางแผนประกันชีวิต เช่นเดียวกับผู้มีครอบครัวและต้องเลี้ยงดูคู่สมรสและบุตรค่ะ

หากท่านเป็นคนโสด ท่านก็วางแผนแบบคู่สมรสใหม่กับแบบวัยก่อนเกษียณ คือ เมื่อยังอายุน้อยก็เน้นการวางแผนการใช้จ่าย และแผนการลงทุน พออายุเพิ่มขึ้นก็เน้นการวางแผนเกษียณเพิ่มเติม ถ้าท่านมีภาระเลี้ยงดูผู้อื่น ท่านก็ต้องวางแผนประกันภัย (ประกันชีวิต) เพิ่มสำหรับแผนการลงทุนนั้น เป็นแผนที่ได้ใช้ตลอดช่วงอายุค่ะ จึงมีความสำคัญ และเป็นส่วนที่ยากและท้าทายความสามารถมากที่สุด

ในส่วนนี้ขอแนะนำให้ปรึกษากับผู้รู้ เพราะหากวางแผนลงทุนไม่ดี เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต อาจลดลงไปทำให้ไม่สามารถเกษียณอายุงานได้เร็วขึ้นตามที่เคยวางแผนเอาไว้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลงทุนมีความผันผวนมาก ท่านต้องวางแผนและลงมือปฏิบัติด้วยความระมัดระวังค่ะ

การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ไม่ยากใช่ไหมคะ ท่านจะเห็นว่าความสำคัญของการวางแผนการเงินในแต่ละช่วงชีวิต จะเน้นประเภทของแผนที่แตกต่างกัน ตอนยังไม่มีเงินออมก็ต้องออมเงินก่อน เมื่อมีเงินพอสมควรก็ต้องลงทุน เมื่อมีทรัพย์สินมากพอสมควรก็ต้องทำประกันภัย เพื่อคุ้มครองชีวิตและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สิน และเมื่อมีโอกาส ต้องวางแผนเพื่อการเกษียณอายุงานที่สุขสบาย ทั้งนี้และทั้งนั้น ในทุกช่วงอายุต้องดูแลสุขภาพให้ดีค่ะ* *

กล่าวกันอยู่เสมอว่า แผนการเงินของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน นอกจากจะแตกต่างกันตามช่วงเวลาของชีวิตแล้ว ยังแตกต่างกันเพราะรสนิยม ความชอบ ค่านิยมในการใช้ชีวิต ความประทับใจ และความเชื่อส่วนบุคคล ความผูกพันและผลกระทบต่อจิตใจ วัฒนธรรมของแต่ละสังคม ฯลฯ

ดังนั้นเวลาวางแผนการเงิน ผู้รับการวางแผนควรจะต้องบอกให้ผู้วางแผนทราบ เพื่อที่ผู้วางแผนจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วยในการวางแผนการเงิน
เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด การบรรลุเป้าหมายในชีวิตต่างหากที่สำคัญกว่า แต่เนื่องจากสังคมเราเป็นสังคมที่ใช้เงินตราเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เราจึงต้องวางแผนโดยใช้เงินและตัวเลขเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผน ในบางกรณีท่านอาจจะสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่น บางท่านอาจจะมีเป้าหมายชีวิตที่จะแสวงหาธรรมะ ท่านก็อาจจะบวชเป็นพระหรือชี หรือนักบวชในศาสนาของท่าน หรือในบางกรณีท่านก็สามารถวางแผนการปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารของท่านได้เอง ท่านก็สามารถลดจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในการดำรงชีพได้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น หากท่านคำนวณเงินออมเพื่อการเกษียณแล้วอย่างไรก็ไม่สามารถเก็บให้ครบได้ ท่านอาจจะเริ่มมองหาที่ว่างข้างบ้านเพื่อเพาะปลูกผักและพืชสวนครัว หรือเริ่มปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้าน แทนที่จะออกไปรับประทานนอกบ้านทุกวันขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนสามารถวางแผนชีวิต วางแผนการเงิน ได้อย่างดี หรือได้ทำตามความฝันของท่านอย่างราบรื่น และขอให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายตามควรแก่อัตภาพค่ะ


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

สูตรออมง่าย...ทำได้ทุกเดือน


1.รายได้ – เงินออม = รายจ่ายทั้งหมด
รายได้ทุกอย่าง ก่อนจะนำไปใช้จ่ายต่างๆ ให้หักเป็นเงินออมอย่างน้อย 10% เสมอ

2.เปิดบัญชีธนาคารเพื่อเงินออมโดยไม่ทำบัตรเอทีเอ็มเมื่อไม่มีเอทีเอ็ม ก็จะทำให้เบิกเงินออกมาใช้ยากขึ้น

3.เลือกใช้บัญชีที่เงินเดือนเข้าและมีบัตรเอทีเอ็มเป็นเงินใช้จ่ายของทั้งเดือนจะทำให้เรารู้การใช้จ่ายต่อเดือน และหากเลือกให้หักค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรต่างๆ ผ่านบัญชีธนาคารจะช่วยลดค่าเดินทางในการใช้จ่ายต่างๆ ไปได้เยอะทีเดียว

4.วางแผนการซื้อของก่อนไปจ่ายตลาดจดรายการที่ต้องการซื้อเท่าที่จำเป็น เพื่อจะไม่หลงซื้อตามคำจูงใจโฆษณา ณ จุดขาย

5.พยายามไม่ใช้บัตรเครดิตหรือซื้อสินค้าเงินผ่อนควรซื้อของด้วยเงินสด หากมีความจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวกก็ควรจ่ายเต็มจำนวนเงินที่ใช้ไปทุกครั้งที่มีการเรียกเก็บ เพื่อไม่ให้เสียดอกเบี้ย6.เลือกผ่อนชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยมากที่สุดก่อนหรือพยายามรวมหนี้ต่างๆ ให้เป็นหนี้เพียงก้อนเดียว

7.ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าลดราคาหากวางแผนซื้อสินค้าราคาแพงใดไว้ ก็ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ เพราะอาจได้ซื้อสินค้าโปรโมชั่นในราคาที่ถูกกว่าเดิม

8.เลือกบริโภคและอุปโภคสินค้าตามฤดูกาลราคาจะไม่แพงและได้ของสดใหม่เสมอ

9.ลดค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องจ่ายประจำใช้ไฟ น้ำ โทรศัพท์ เท่าที่จำเป็น เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองของครอบครัว

10.ประโยชน์จากเสื้อผ้าเก่าและของเหลือใช้ดัดแปลงเสื้อผ้าที่ล้าสมัยของเก่า และคัดแยกขยะรีไซเคิลก่อนทิ้งเพราะสามารถนำไปขายเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง

11.จัดสรรเวลาให้เป็นและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะสุขภาพที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยและหากมีเวลาว่างมากพอ ควรหาความรู้หรือวิชาชีพเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มรายได้ของตัวเองให้มากยิ่งขึ้น

12.ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงหลีกเลี่ยงอบายมุขลด ละ เลิก เหล้า บุหรี่ สิ่งเสพติดที่ไปบ่อนทำลายสุขภาพ และเลิกเล่นการพนันเสี่ยงโชคต่างๆกรุงเทพมหานคร ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ มาเป็นแนวทางในการบริหารเพื่อการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงโดยครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชนกรุงเทพมหานครและอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง

ออมเงินไว้ในหุ้นได้



ข้อแนะนำของนักการเงินที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของคนทั่วไปมากที่สุดเห็นจะได้แก่ ข้อแนะนำที่บอกว่า วิธีออมเงินเพื่อวัยเกษียณที่ดีที่สุด คือ การออมไว้ในตลาดหุ้น แต่คนทั่วไปมักมีความรู้สึกว่า ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง เงินสำหรับไว้ใช้จ่ายในยามแก่เฒ่า น่าจะเก็บไว้ในที่ซึ่งปลอดภัย อาทิเช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ มากกว่า

สาเหตุที่นักการเงินแนะนำเช่นนี้ เป็นเพราะแม้ว่าหุ้นจะมีความเสี่ยงมากกว่าเงินฝาก หรือตราสารหนี้มาก อาทิเช่น ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี หุ้นอาจทำให้คุณขาดทุนได้มากถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นอีก ในขณะที่ตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน อาทิเช่น 3-5 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น แต่ก็เพราะหุ้นมีความเสี่ยงสูงกว่านี่แหละที่ทำให้ในระยะยาวแล้ว หุ้นจะต้องให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เพราะชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่านั่นเอง การออมเงินเพื่อเกษียณเป็นการออมที่มีระยะเวลาออมที่นานมาก ดังนั้น มันจึงเหมาะกับการออมไว้ในหุ้นมากที่สุด และจากการประเมินพบว่า การออมเงินไว้ในหุ้นนั้น ยิ่งมีระยะเวลาออมนานเท่าไร ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจะยิ่งมีความผันผวนน้อยลง และมีค่าเป็นบวกด้วย ที่สำคัญมันสูงกว่าการออมไว้ในหลักทรัพย์ชนิดอื่นๆ ทั้งหมดแบบเทียบกันไม่ได้ แต่คำว่าระยะยาวที่ว่านี้ จะต้องมีระยะเวลายาวนานเกิน 15 ปีขึ้นไป

มีหลายคนระแวงสงสัยว่า การออมเงินไว้เฉยๆ ในตลาดหุ้นนานๆ จะดีจริงหรือ หลายคนมีความเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยถือยาวไม่ได้ เพราะอย่างเมื่อปีที่แล้ว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่แถวๆ 900 จุด ก็เพิ่งจะร่วงลงมาอย่างแรงจนเหลือเพียงแค่ 380 จุดเท่านั้น แล้วอย่างนี้การออมเงินเกษียณด้วยการซื้อหุ้นทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการขายออกมาเลยจนกว่าจะใกล้เกษียณ จะเป็นวิธีการที่ดีจริงหรือ เกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถแสดงให้เห็นว่า การออมเงินไว้ในตลาดหุ้นไทยเป็นเวลานานมากๆ โดยไม่มีการซื้อๆ ขายๆ ระหว่างทาง สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้จริงๆ เพราะมีกองทุนรวมชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กองทุนรวมหุ้นที่เลียนแบบดัชนี (Index Fund) อยู่ กองทุนประเภทนี้มีนโยบายการลงทุนง่ายๆ ด้วยการกระจายเงินลงทุนทั้งหมดไว้ในหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีหุ้น เพื่อให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนเปลี่ยนแปลงไปตามดัชนีตลาดหุ้นที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น กองทุนรวมทหารไทย SET50 ของ บลจ. ทหารไทย ลงทุนในหุ้น 50 ตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนี SET50 กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นมานานแล้วพอสมควร คือ ตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งสามารถทำการศึกษาจากผลการดำเนินงานของกองทุนนี้ได้ ปรากฏว่า ผลการดำเนินงานของกองทุนนี้เมื่อเร็วๆ นี้เป็นดังนี้

ช่วงเดือนเมษายน 2552 เป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยกำลังย่ำแย่เต็มที่เพราะปัญหาซับไพร์ม จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีของกองทุนนี้ ติดลบมากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็พอๆ กับความเลวร้ายของตลาดหุ้นไทยในเวลานั้นเลยทีเดียว หรือถ้าคิดให้เป็นผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ผลตอบแทนก็ยังคงแย่อยู่ดี เพราะยังติดลบมากถึง 31 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากดูผลตอบแทนตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนเลย คือ เมื่อ 8 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันนี้ จะพบว่ากองทุนยังให้ผลตอบแทนที่สูงถึง 123.68 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว ซึ่งสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบอื่นใดในช่วงเวลาเดียวกันอย่างแน่นอน ทั้งที่ทำการวัดผลหลังจากที่เพิ่งเจอวิกฤตไปหมาดๆ ดังนั้น ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นจะเป็นตลาดที่มีความผันผวนมาก แต่ถ้าระยะเวลาที่ออมเป็นช่วงเวลาที่ยาวมากจริงๆ การออมไว้ในหุ้นจึงยังคงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุดอยู่ดี

เคล็ดลับที่สำคัญของการออมเงินเกษียณไว้ในหุ้น คือ ต้องเป็นการออมแบบซื้อสะสมไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การซื้อๆ ขายๆ เพื่อทำกำไรส่วนต่างไปตลอดทาง ซึ่งอาจจะคิดว่าการซื้อๆ ขายๆ ไปด้วย จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นอีก แต่ที่จริงแล้ว คนส่วนใหญ่ขาดทุนจากหุ้นก็เพราะการซื้อๆ ขายๆ บ่อยๆ ดังนั้น ในระยะยาวมากๆ ผลตอบแทนของหุ้นจะวิ่งเข้าหาอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทที่ได้ทำการลงทุนไปเองโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าทำการซื้อๆ ขายๆ ระหว่างทางเพื่อหวังทำกำไรระยะสั้น อาจก่อให้เกิดการซื้อขายผิดจังหวะ ทำให้ผลตอบแทนมีความไม่แน่นอน อาทิเช่น พอดัชนีหุ้นหล่นจาก 900 จุด มาเหลือแค่ 700 จุด ไม่ยอมขาย แต่พอร่วงลงต่อไปอีกจนเหลือเพียงแค่ 380 จุด คราวนี้กลับเทขายออกมา เพราะกลัวว่ามันจะลงต่อไปอีกเหลือแค่ 200 จุด พอขายเสร็จ ตลาดหุ้นก็ขึ้นพอดี จากที่ขาดทุนแค่ชั่วคราว ก็เลยกลายเป็นขาดทุนถาวรไป เป็นต้น

เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งของการออมเงินเกษียณไว้ในหุ้น คือ พอร์ตที่ลงทุนจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงที่มากพอด้วย เพราะถ้าหากออมเงินได้นานจริง แต่ลงทุนไว้ในหุ้นแค่ตัวเดียว แล้วบังเอิญหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการที่ล้มเหลวในระยะยาว เงินลงทุนก็คงหายไปหมด ที่จริงแล้ววิธีที่ดีที่สุดในการออมเงินเพื่อเกษียณ คือ การออมด้วยการซื้อกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี เพราะตราบใดที่ประเทศไทยยังอยู่ โอกาสที่หุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีตลาดหุ้นไทยจะล้มลงไปพร้อมๆ กันนั้น แทบจะไม่มีเลย นอกจากนี้ ยังต้องมีเวลาเหลือที่จะออมก่อนถึงวัยเกษียณไม่ต่ำกว่า 15 ปีด้วย ถึงจะสามารถออมไว้ในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าการออมเงินในประเภทต่างๆ นั่นเอง
โดยนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กูรูเทศชี้ช่องกลยุทธ์เพิ่มเงินออม


ขอนำไอเดียน่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญการเงินต่างชาติ 2 คนจาก 2 ค่าย มาแนะนำคนไทยทั่วไป ที่อยากได้วัคซีนคุ้มกันวิกฤติเงินแบบครบชุด คือการออมเงินได้เพิ่มขึ้น และความสามารถที่จะช้อปได้ประหยัด ช่วยให้มีเงินเหลือเก็บได้มากขึ้น
ในมุมมองของ จูลี สมิธ ผู้เชี่ยวชาญการเงินคอลัมนิสต์คนสำคัญจาก เว็บไซต์ฟิเดลิตี้ ถือว่าสำคัญสำหรับทุกคนในยุคที่เศรษฐกิจโลกตอนนี้ ยังเจ็บป่วยไม่สร่างจากพิษไข้ และอยู่ในอาการถดถอย ท่ามกลางภาวะแวดล้อมที่มีแต่ความไม่แน่นอนสมิธตั้งหัวข้อเรื่องเพื่อนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการออมไว้ว่า "ตรงไหนบ้างช่วยคุณออมเพิ่ม" ด้วยการพยายามค้นหาทุกซอกมุมการเงินในชีวิตประจำวันของคนเรา และเน้นว่าทุกคนทำได้ในทุกช่วงทุกวัยของชีวิต

1.ออมเพื่อเกษียณสำคัญสุด

สมิธเชื่อว่าการเงินครอบครัวจะสมบูรณ์แบบ ต้องมีกันชนลดผลกระทบสิ่งเลวร้ายซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ด้วยการออมเพื่อการเกษียณไว้แต่เนิ่นๆ ซึ่งเป็นการออมที่สมิธให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกลักษณะการออมเพื่อการเกษียณนั้น อาจเป็นทั้งการออมตั้งแต่เริ่มทำงานได้เงินเดือนครั้งแรกในชีวิต หรือเริ่มออมไว้ตั้งแต่อยู่ในวัยเลข 2 นำหน้าแต่หากวัยของคุณเลยเลข 2 ไปแล้ว อาจนำหน้าด้วยเลข 3 หรือ 4 สมิธแนะว่าขออย่าได้ตกอกตกใจ เพราะเอาแต่คิดว่าสูงวัยเกินไปแล้ว หรือแก่เกินไปที่จะออม และแม้ว่าจะเริ่มออมช้าไปหน่อย แต่ประโยคที่ว่า "ไม่เคยมีคำว่าสายเกินไปที่จะออม" สมิธเห็นว่า ยังใช้ได้อยู่เสมอสำหรับทุกคนที่คิดอยากจะออม

2.รีบสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ไอเดียของสมิธข้อนี้ เป็นการขยายข้อมูลจากคำแนะนำในข้อแรก ที่กระตุ้นให้มนุษย์ทำงานอย่าพลาดกับการสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเพราะการสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นอกจากจะเป็นการออมเงินให้ตัวเองแล้ว เงื่อนไขการออมประเภทนี้ยังเหมือนบริษัททยอยให้โบนัสเป็นเงินก้อนเล็กก้อนน้อยเท่าๆ กันทุกเดือนแก่พนักงาน ด้วยการที่บริษัทสมทบเงินออมส่วนนี้ให้กับพนักงานอีกส่วนหนึ่งด้วยอีกทั้งการตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังได้ประโยชน์และสิทธิยกเว้นทางภาษี พร้อมกับผลตอบแทนที่ได้แบบทวีคูณ ดังนั้นขอให้คนไทยที่ยังอยู่ในวัยทำงาน รีบสมัครรีบออมให้เร็วที่สุดและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสและเพิ่มเงินออมเพื่อการเกษียณให้ตัวเอได้

แต่การกู้เงินมาใช้ซื้อบ้านใหม่ รถคันใหม่ หรือเป็นทุนการศึกษาชั้นสูงให้กับลูกกับหลาน ทั้งหมดหมายถึงคุณกำลังกู้ยืมเงินอนาคตของตัวเองมาใช้ และเป็นการกดดันตัวเองให้ยากลำบากมากขึ้น ที่จะค้นหาช่องออมเงินเพื่อการเกษียณ และเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นในครอบครัวในอนาคตสมิธ เชื่อว่าทางเลือกดีที่สุด และทุกคนทำได้ง่ายที่สุด คือการสมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อย่างน้อยได้ทั้งเงินออมและเงินฟรีจากการสมทบของบริษัท และให้หางานทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยผลักดันแผนการออมส่วนบุคคลไปให้ถึงฝั่งฝัน ให้ได้เงินออมเพื่อการเกษียณเพิ่มขึ้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

3.เร่งลดหนี้บัตรเครดิต

คำเตือนของสมิธข้อนี้ เพื่อช่วยให้คนไทยรู้จักออมเงินได้มากขึ้น การมีหนี้บัตรเครดิตที่ไม่เคยชำระให้มูลหนี้ลดลง ไม่ว่าบัตรใบนั้นคิดดอกเบี้ยสูงหรือไม่ก็ตาม เพราะหมายถึงเจ้าของบัตรกำลังใช้เงินมากกว่ารายได้ที่หามาได้การกู้ยืมเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ ที่เกินกำลังการเงินของตัวเอง มักนำบุคคลนั้นๆ จมอยู่กับปัญหาการเงินในระยะยาว เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อที่ต้องชำระทุกเดือน กลายเป็นอุปสรรค เหนี่ยวรั้งคุณไม่ให้เดินไปข้างหน้าตามแผนการออมเพื่อการเกษียณ

ดังนั้น การออมอย่างชาญฉลาด ต้องมาจากการคิดใช้จ่ายที่ชาญฉลาดเช่นกัน ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้วินัยเข้มงวดหยุดการใช้จ่ายเข้าช่วยสมิธมองว่าการตัดลดหนี้บัตรเครดิตนั้น ไม่ต้องใช้เคล็ดลับอะไรเลย เพียงแต่อาศัยกฎข้อห้ามเป็นกยุทธ์ช่วยขจัดหนี้บัตรเครดิตให้หมดไปโดยเร็วสมิธแนะว่า แม้คุณมีเงินเหลือเก็บช่วยให้ขยับเขยื้อนได้มากขึ้น และไม่อึดอัดจากพันธนาการแห่งหนี้บัตรเครดิต ขอให้พกพานิสัยชิงชังอยากขจัดหนี้ไว้กับตัวเองตลอดเวลา ให้มองข้ามหรือเลิกคิดที่จะพึ่งพาหนี้บัตรเครดิต ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นเคล็ดลับเพิ่มเงินออมอย่างแท้จริง ที่ไม่ต้องอาศัยยาวิเศษใดช่วยทำลายโรคร้าย อันเกิดจากการมีหนี้ท่วมหัวจนแทบเอาตัวไม่รอดได้

ส่วนไอเดียที่เคยมีผู้เสนอแนะให้เอาหนี้บัตรเครดิตหลายๆ ใบมารวมกัน และกองไว้กับบัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ยต่ำสุดนั้น สมิธไม่เห็นด้วยและเชื่อว่าหนี้ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็เป็นหนี้ทั้งนั้น เพราะการโยกย้ายถ่ายเทหนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงปัญหาตรงนี้ให้คุณได้มากนักไม่ว่าบัตรเครดิตใบใด จะให้ข้อเสนอพิเศษอย่างคิดดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ สมิธเตือนว่าอย่าได้หลงไปกับข้อเสนอ ที่เหมือนกลลวงเพราะช่วงยกเว้นดอกเบี้ยมีจำกัด ก่อนที่ดอกเบี้ยสูงกลับมาเป็นภาระให้คุณในอนาคต อีกทั้งการโยกหนี้มักมาพร้อมกับต้นทุนต้องจ่าย

4.มีทุนฉุกเฉินใช้เป็นเงินออม

ยิ่งปลดเปลื้องหนี้คิดดอกเบี้ยแพงให้หมดได้เร็วเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถเดินหน้าตามแผนการออมได้เร็วเท่านั้น เพราะหนี้ที่เคยนำไปใช้ชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายแพง กลับกลายเป็นเงินออมที่อยู่ในรูปเงินสำรองเผื่อดึงมาใช้ได้ทันทีที่เกิดเหตุฉุกเฉินโดยเงินทุนเผื่อเหตุฉุกเฉิน ถือเป็นเงินก้อนสำคัญและจำเป็น สำหรับผู้รอบคอบฉลาดบริหารเงิน เพราะประเทศยังต้องมีเงินคงคลังสำรองไว้ เผื่อการขาดดุลหรือมีแต่การนำเข้าไม่มีการส่งออกที่ช่วยทำรายได้ ในระยะเวลานานนับปี เช่นเดียวกันกับทุกครัวเรือน ต้องมีเงินสำรองไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เผื่อสมาชิกทุกคนไม่มีรายได้ จะได้มีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนได้นานกว่า 90 วันแต่ใสถานการณ์ที่ทั่วโลก เผชิญกับตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับเศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงขาลง และแม้โลกพยายามฟื้นตัว แต่ก็เป็นการฟื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงและเปราะบาง ทำให้นักวางแผนการเงินหลายคนต้องออกมาเตือน ให้ทุกครอบครัวเผื่อเงินสำรองฉุกเฉินไว้ใช้จ่าย สามารถมีกินมีใช้ได้ไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน และในสถานการณ์ไม่ปกติควรเผื่อเงินฉุกเฉินให้นานเป็นปีได้จะยิ่งดี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัวด้วย

ออมเงินกับประกันชีวิตคุ้มมั้ย?

ตอนนี้เจ้าหน้าที่ขายประกันเร่งทำยอด โทรเข้ามาถี่กว่าเพื่อนๆ ของเราเสียอีก หนำช้ำพวกเขายังพูดถึงข้อดีเกี่ยวกับการทำประกันมากมาย ซึ่งเราอาจจะสงสัยว่ามันดีจริงๆ หรือพูดเพราะต้องการให้เราซื้อกันแน่นะ


รู้จักประกับชีวิต

ประกันชีวิตเป็นบริการอย่างหนึ่งที่ให้หลักประกันเป็นเงินลงทุนและบริการดูแลสุขภาพควบคู่กัน ซึ่งมีมากมายหลายแพ็กเกจที่บริษัทประกันจะจัดโปรโมชั่นเพื่อให้เหมาะสมกับลูกค้า โดยปกติแล้วมักจะจัดประกันชีวิตให้รวมกับการประกันสุขภาพไปด้วย ซึ่งประกันชีวิตคุณจะได้เงินปันผลหรือได้เงินคืนเมื่อกรมธรรม์สิ้นสุดลง แต่ประกันสุขภาพก็เหมือนกับเงินกินเปล่าทุกๆ ปี แต่จะปลอดภัยและคุ้มค่าเมื่อคุณไม่สบาย ประกันชีวิตจึงถือเป็นการออมเงินรูปแบบหนึ่งที่มีของแถมเป็นการคุ้มครองจากบริษัทประกัน ดังนั้น ความคุ้มค่าจึงอยู่ที่ความต้องการของคุณเองว่าต้องการเงินคืนในรูปแบบใด ภายในปีไหน เช่น ออมสำหรับเกษียณอายุ ออมสำหรับการศึกษาของลูก เป็นต้น

ประกันค่าใช้จ่าย...ต่อเนื่อง

การคิดทำประกันนั้นเป็นรายจ่ายต่อเนื่องที่อาจจะทำให้คุณหมุนเงินไม่ทันได้ แม้ว่าจะสามารถแบ่งจ่าย 3 เดือน 6 เดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นรายจ่ายประจำที่คุณจะต้องหามาให้ทัน ซึ่งถ้าคุณวางแผนไม่ดีแล้วขาดส่งไป 1-2 งวด ประกันอาจจะงดการคุ้มครอง รวมทั้งอาจจะริบเงินต้นส่วนที่คุณได้ส่งมาหรือได้คืนแบบไม่เต็มจำนวน ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกทำประกันชีวิต ต้องดูศักยภาพตัวเองด้วยว่าสามารถทำได้แค่ไหน อย่าเพิ่งเห็นแก่ค่าตอบแทนอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าคุณไม่อาจส่งเงินได้อย่างสบายๆ เพราะถ้ายกเลิกก่อนหน้านั้นคุณอาจจะไม่ได้อะไรเลย แถมขาดทุนด้วย

ค่าตอบแทน...จากประกันชีวิต

หากคุณจ่ายประกันชีวิตปีละ 50,000 บาท รวมแล้ว 10 ปี อย่างต่ำสุดคือคุณจะได้เงินทั้งหมด 500,000 บาทคืน ซึ่งคุณควรดูที่ระยะเวลาและผลตอบแทนการออมครั้งนี้ให้ดี เพราะบางบริษัทจะให้คุณส่งเป็นเวลา 10 ปี เมื่อครบกำหนดส่งแล้วก็จะยืดเวลาการชำระเงินออกไปเป็นปีที่ 15 ข้อเสียคือ คุณจะต้องรอเงินนานขึ้น แต่ค่าตอบแทนก็อาจจะมากขึ้นด้วย ขึ้นอยู่กับความพอใจของคุณว่ามันจะคุ้มค่ากับการรอหรือไม่ ส่วนมากค่าตอบแทนของบริษัทประกันจะเป็นการประมาณการ เนื่องจากเขาต้องนำเงินของคุณไปลงทุนเช่นกัน ดังนั้น คุณควรถามการการันตีที่แน่นอน พร้อมอ่านสัญญาให้ละเอียดที่สุด เพราะตัวแทนประกัน (บางคน) อาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนและเป็นผลเสียต่อคุณได้ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่หนักเอาการเหมือนกัน

ข้อดีของการออมแบบประกัน

มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะทำประกัน เนื่องจากเป็นการบังคับตัวเองไปในตัวว่าจะต้องเก็บออมเงิน และมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น ทองคำ หรือกองทุนบางประเภท แถมยังได้ความคุ้มครองอื่นๆ เป็นของแถมด้วย เรียกว่าเป็นการซื้อความมั่นคงในชีวิตและคนที่อยู่ภายหลัง หากวันใดวันหนึ่งเราจากโลกนี้ไปก่อน พวกเขาจะอยู่ได้ไม่ลำบาก ส่วนที่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้มต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ และไม่เสียรู้ต่อสัญญาต่างๆ ของประกัน เพียงเท่านี้ก็จะคุ้มค่าพอกับการออมแบบอื่นๆ แต่มีบริการเป็นของแถมด้วย

ขอบคุณข้อมูล : mcot.net

เทคนิคเก็บเงินให้เหลือเที่ยว


นำเคล็บลับดี ๆ มาฝากกันบ้างค่ะน่าจะเป็นประโยชน์กับภาวะเศรษฐกิจหดตัว(ไม่ชะลออย่างเดียว หดด้วย) แบบนี้ยังไม่พูดถึงเรื่องการลงทุนเพื่อชดเชยกับภาวะเงินเฟ้อในอนาคต อันนี้คุยกันยาวเอาเรื่องพื้นฐาน คือ เงินออม

คนจำนวนไม่น้อย มักจะออมแบบ ได้เงินเดือนมา ใช้ ใช้ ใช้ จ่าย จ่าย จ่าย ค่าโน้น นี่ นั่น เหลือเท่าไร ค่อยเก็บรับรองว่า ถ้าออมแบบนี้ ไม่รอด ไม่เหลือเก็บหรอก ร้อยทั้งร้อย ฮ่าๆ

ถ้าคนที่มีการวางแผนที่ดีขึ้นมาหน่อย ก็จะหักเงินออมออกมาไว้เลย ได้เงินเดือนมาหมื่น หักเข้าบัญชีออมสองพัน เหลือใช้แปดพัน โน่น นี่ นั่น พอบ้างไม่พอบ้าง พอก็ดีไป แต่ไม่พอก็เอาเงินออมออกมาใช้จนได้ หมดอีกอยู่ดี ฮ่าๆ

สำคัญที่ เราต้องใส่กุญแจสองชั้น โมเดลตัวหนึ่งที่น่าสนใจและใช้ได้ผลค่อนข้างดี(กับตัวเอง) คือ
การวางแผนเงินออมเป็นเงินออมระยะสั้น กับเงินออมระยะยาวไม่ต้องอธิบายมาก ดูจากตัวอย่างจะเข้าใจได้โดยง่าย
สมมติ ได้เงินเดือน 20,000 บาท เราจะแบ่งเก็บเป็นเงินออมระยะสั้น 15 % เงินออมระยะยาว 10 %
เงินเดือนได้รับสุทธิ - เงินออมระยะสั้น - เงินออมระยะยาว = เงินเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือน
20,000 - 3,000 - 2,000 = 15,000
สัดส่วนการเก็บนั้นขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละคน ถ้าภาระไม่เยอะก็เก็บมากกว่านี้ได้ แต่ไม่ควรต่ำกว่านี้15,000
เงินเหลือใช้จ่าย คือ รายได้สุทธิที่หักเงินออมทั้งสองประเภทออกไปแล้ว ใช้จ่ายในเรื่องจำเป็น เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน ค่าเดินทาง
สรุปง่ายๆ คือ รายจ่ายที่ต้องจ่ายประจำทุกเดือนๆ อะไรที่เราจำเป็นต้องกินต้องใช้นั่นล่ะ (แยกให้ออกนะ บางคนเอาเงินส่วนนี้ไปซื้อมือถือราคาแพง แล้วบอกว่าจำเป็น ถ้าคิดแบบนี้ ระบบการออมคุณปั่นป่วนแน่)
2,000 เงินออมระยะยาว คือ เงินเก็บสะสม ไว้ใช้ตอนแก่ ตอนเกษียณ เข้าแบ๊งค์นอนตายไปเลย จะดอกเบี้ยต่ำต้อยเท่าไรช่างมัน เป็นเงินเย็น ฟรีซไว้ เพราะนี่คือหลักประกันที่มั่นคงที่สุดในยามจำเป็นที่สุด
3,000 เงินออมระยะสั้น ตัวนี้ล่ะ ที่เราบังคับ กำหนดเอาไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่เราอยากทำ อยากมี อยากได้ อะไรที่เกิดจากกิเลสตัณหาทั้งหลาย หรือเรื่องที่ทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่ตาย แยกให้ขาดจากเงินเหลือใช้จ่ายในแต่ละเดือน
ยกตัวอย่างเช่น จ่ายค่าบัตรเครดิต เอาไปซื้อหุ้น ลงทุนพันธบัตร จ่ายค่าประกันที่เห็นว่าผลตอบแทนดี ทำจมูก เสริมนม หรือเอาไปเที่ยวพักผ่อน ซื้อกล้องเทพ ไปดำน้ำลิฟอบอร์ด จะทำอะไรก็เรื่องของคุณ แต่ต้องอยู่ในวงเงินนี้ อย่าได้ไปแตะกับ เงินออมระยะยาว หรือไปเบียดบังเงินใช้จ่ายรายเดือนเด็ดขาด
*** แต่ถ้ายังมีภาวะหนี้จากความต้องการข้างบนที่กล่าวมา ให้เอาเงินออมระยะสั้นส่วนนี้ไปจ่ายก่อน ไม่ต้องคิดถึงการสร้างภาระหนี้เพิ่ม จะทำให้ไม่ไปเบียดบังค่าใช้จ่ายตามปกติด้วยลองปรับใช้กันดู จะได้มีเงินเหลือไปดำน้ำกันบ่อยๆนะ


เทคนิคเก็บเงินให้ได้เงินล้าน


1.ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ฉันต้องมีเงินล้านภายในเวลา 5 ปี
2."จดบันทึกค่าใช้จ่าย" ในแต่ละวัน สัปดาห์ และเดือน จดรายการอย่างสม่ำเสมอสักสองสามเดือน แล้วเอารายการทั้งหมดมานั่งพิจารณาดูว่าค่าใช้จ่ายรายการไหนที่ฟุ่มเฟือย และสามารถตัดลดลงไปได้
3.เปิดบัญชีแยก สำหรับเงินออม ไม่ทำบัตรเอทีเอ็ม ส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ จะมากจะน้อยให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน แล้วอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด
4."เก็บก่อนใช้" คือนำเงินไปออมก่อน เหลือเท่าไรก็ใช้ตามสบาย กำหนดจำนวนเงินที่เราต้องการออมในแต่ละเดือน เช่นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
5. เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคตได้เชียวนะ
6.จ่ายเงินค่างวดผ่อนสิ่งของต่างๆ ที่ผ่อนหมดแล้ว เข้าบัญชีตัวเองด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม วิธีนี้คุณไม่ต้องเดือดร้อน เพราะคุณเคยชินกับภาระการผ่อนนั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณไม่มีภาระผ่อนอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกนะ

ที่มา : กระปุกดอทคอม

การออมน้อยก็รวยได้


เห็นจั่วเรื่องแล้ว คุณผู้อ่านคงแอบงงปนสงสัยกันอยู่ใช่มั้ยล่ะค่ะว่า ในยุคน้ำมันแพง ค่าแรงไม่พอใช้แบบนี้ เรื่องเงินออมนั้น คงทำได้ยากกกก ถึงยากที่สุด เพราะไหนจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วยังมีหนี้บัตรเครดิต ค่างวดโทรศัพท์มือถือ และข้าวของอีกมากมายก่ายกองที่เป็นภาระทุกเดือนๆ ชวนให้ปวดหัว แต่วันนี้ค่ะเรามีกลเม็ดการออมที่ คุณมัทยา ดีจริงจริง เจ้าของหนังสือขายดี "ออมน้อยก็รวยได้" แนะนำไว้เกี่ยวกับแนวคิดและวิถีการออมของโลกตะวันตก ซึ่งหากลองอ่านดูจะเห็นว่าหลายๆ วิธีก็ใช้ได้กับโลกตะวันออกได้เหมือนกัน …ไม่เชื่อลองอ่านดูค่ะ

1. ส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ จะมากจะน้อยให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน แล้วอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องถอนเงินส่วนนี้ ให้ถือว่ากำลังกู้เงิน เวลาคืนต้องคืนทั้งต้นทั้งดอก

2. เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคตได้เชียวนะ

3. เก็บเงินคืนที่ได้รับจากเรื่องต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เช่น เงินคืนตามโปรโมชั่นการซื้อสินค้า เงินคืนเบี้ยประกัน รายได้เบี้ยใบ้รายทางต่างๆ ให้รวมเป็นบัญชีเดียว แล้วทำบัญชีไว้ คุณจะได้รู้ว่า ณ สิ้นปีรายรับที่ได้จากเงินคืนพวกนี้มันมากขนาดไหน รายรับพวกนี้เป็นรายรับไม่ต้องเสียภาษี น่าเสียดายที่จะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ

4. จ่ายเงินค่างวดผ่อนสิ่งของต่างๆ ที่ผ่อนหมดแล้ว เข้าบัญชีตัวเองด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม วิธีนี้คุณไม่ต้องเดือดร้อน เพราะคุณเคยชินกับภาระการผ่อนนั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณไม่มีภาระผ่อนอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกนะ

5. หยุดนิสัยฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย ตัดทิ้งให้หมด ทำรายการขึ้นมาว่าต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง หลายคนแปลกใจว่ายิ่งคิดยิ่งตัดได้เรื่อยๆ

6. เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ไม่ควรยอมรับผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ เงินออมที่มีอยู่ควรไปสร้างเงินต่อด้วยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลในการรับความเสี่ยงด้วย

7. เป็นสมาชิกสหกรณ์ เป็นวิธีง่ายสุดของการออมเงิน พร้อมทั้งเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีกต่างหาก

8. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการออกพันธบัตรประเภทต่างๆ ให้ผู้สนใจ ถ้าสนใจเข้าไปดูที่ http://www.bot.or.th/ การจำหน่ายพันธบัตรให้กับประชาชน สิ่งที่ต้องดูคือประเภทพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย และวันจ่ายดอกเบี้ย

9. ใช้ประโยชน์จากการโอนเงินบัญชีธนาคาร เมื่อเงินเดือนถูกนำฝากเข้าในบัญชีของคุณแล้ว คุณควรให้มันอยู่ในบัญชีธนาคารให้นานที่สุด (ฮา)

10. เข้าร่วมแผนออมเงินของบริษัท แผนการออมของบริษัทเป็นแผนออมเงินแบบปลอดภาษี และนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกจ้าง

11. ใช้การเสียภาษีให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้เรื่องภาษี ประโยชน์ที่คุณไม่ควรเสียและประโยชน์ที่คุณควรได้ (เรื่องลดหย่อนนั่นเอง)

12. เข้าโครงการออมเงินที่น่าสนใจ เปิดหูเปิดตาให้กว้าง อาจมีโปรแกรมออมที่นึกไม่ถึง

13. ส้มหล่น อย่าเพิ่งกินหมดในคราวเดียว เงินก้อนใหญ่ไม่มาบ่อยครั้ง เช่น มรดก รางวัลเกมโชว์ ลอตเตอรี่ เงินปันผลกองทุน ฯลฯ เงินก้อนนี้ควรนำไปใช้ในการออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ ทั้งนี้ อย่าลืมปรึกษามืออาชีพด้านภาษีด้วย

14. รัดเข็ดขัดชั่วคราว อยากได้อะไรมากๆ ลองรัดเข็มขัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เพื่อออมเงินให้มากกว่าปกติ เก็บเงินได้เท่าราคาของ แล้วจึงค่อยกลับสู่การดำเนินชีวิตปกติ

15. ฝากเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อการเกษียณอายุสัปดาห์ละครั้ง ในต่างประเทศนิยมมาก มีการทำบัญชีฝากสะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว สำหรับเมืองไทยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งนายจ้างจ่ายสมทบให้

16. ให้นำเงินเดือนส่วนที่เพิ่มไปฝาก ถ้ารับเงินเป็นรายสัปดาห์หรือราย 2 สัปดาห์ อาจเป็นได้ว่าบางเดือนคุณจะได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ เช่น ถ้าได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ จะมี 4 เดือนที่ได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ หรือถ้าได้รับเงินเป็นราย 2 สัปดาห์ จะมี 3 เดือนที่คุณได้เงินเดือน 3 ครั้ง ครั้งที่เกินมาให้นำไปเข้าบัญชีเงินออม (ทันที)

17. เก็บเงินเบิกรายการต่างๆ ส่วนที่เกินจากรายจ่ายจริงเข้าบัญชีเงินออม ค่าเดินทางหรือรายจ่ายอื่นที่เบิกบริษัทได้ ควรเก็บส่วนเกินจากรายจ่ายจริงไว้ หรือคุณอาจได้ค่าล่วงเวลา ควรเก็บเงินส่วนนี้มาออมเช่นกัน เช่น ได้ค่าล่วงเวลาเดือนละ 2,000 บาท ถึงสิ้นปีจะมีเงินก้อน 2.4 หมื่นบาท สามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีพิเศษโดยไม่ต้องไปถอนเงินออมหลัก

18. ยืมมาออม บางคนประสบความสำเร็จในการกู้เงินธนาคาร แล้วนำกลับไปฝากในบัญชีเงินออมของตนเองอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่กำลังมีค่าหักลดหย่อน (เช่น กู้ซื้อบ้าน) และใช้ได้กับช่วงเวลาที่ดอกฝากมากกว่าดอกกู้ (หลังภาษี) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง

19. นำเงินปันผลและดอกเบี้ยไปต่อเงินโดยอัตโนมัติ เมื่อลงทุนหรือฝากเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด จัดการให้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยสามารถนำฝากหรือลงทุนต่อได้อัตโนมัติ ในระยะยาวจะเห็นผลน่าพอใจ

20. ทิ้งเงินไว้ในบัญชีกระแสรายวันให้น้อยที่สุด มีคนจำนวนมากทิ้งเงินไว้ในกระแสรายวัน (เพราะปลอดดอกเบี้ย) แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพลาดโอกาสในการทำเงิน ที่ควรก็คือมีเงินในกระแสรายวันให้พอกับรายจ่ายรายเดือน หากเงินเหลือให้โอนไปยังบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ยหรือโอนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีดอกเบี้ยดีสุดในเวลานั้น

21. ใช้ประโยชน์จาก Float ความหมายของ Float คือระยะช่วงที่ผู้ถือเช็คได้รับเช็คไปจนกระทั่งถึงตอนที่ได้รับเงินสั่งจ่ายตามเช็ค กล่าวคือช่วงที่ยังไม่ได้ถูกตัดบัญชีก็ควรแช่เงินไว้ในบัญชีเงินฝากให้นานเท่าที่จะนานได้ ก่อนจะโอนไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเพื่อตัดจ่ายเช็ค

22. จ่ายหนี้ให้หมด คุณอยากได้ผลตอบแทน 17-21% หรือเปล่า? อย่ามีหนี้บัตรเครดิตสิ เคลียร์หนี้บัตรให้หมด รู้มั้ยว่าถ้ายอดหนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 4,000-5,200 บาท รีบเคลียร์หนี้ให้หมด ผลตอบแทนที่คุณจะได้คือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก้อนนี้ การปลอดหนี้บัตรจึงเป็นวิธีออมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ (จริงๆ) หาบัตรที่ดอกถูกสุดมาใช้

เมื่อรู้ดังนี้แล้ว นักออมทั้งหลาย คงไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น มาเริ่มต้นด้วยการวางแผนคร่าวๆ ถึงวิธีและขั้นตอนปฏิบัติ บันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ จากนั้นให้ลงมือทันที เน้นนะคะว่าคิดแล้วจงลงมือทำทันที ไม่งั้นเดี๋ยวไม่บรรลุจุดหมาย ไม่รู้ด้วยล่ะ
ที่มา: กระปุกดอทคอม