แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนทางการเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนทางการเงิน แสดงบทความทั้งหมด

สูตรการคำนวณ : จะเก็บเงินกันเดือนละเท่าไรดีเพื่อเกษียณ

จะเก็บเงินกันเดือนละเท่าไรดีเพื่อเกษียณ
( เป็นโปรแกรมคำนวน)

http://goldpf.kasikornasset.com/simulate/saveplan.asp

เคล็ดลับเก็บเงินได้มากขึ้น



เห็นจั่วเรื่องแล้ว คุณผู้อ่านคงแอบงงปนสงสัยกันอยู่ใช่มั้ยล่ะค่ะว่า ในยุคน้ำมันแพง ค่าแรงไม่พอใช้แบบนี้ เรื่องเงินออมนั้น คงทำได้ยากกกก ถึงยากที่สุด เพราะไหนจะผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แล้วยังมีหนี้บัตรเครดิต ค่างวดโทรศัพท์มือถือ และข้าวของอีกมากมายก่ายกองที่เป็นภาระทุกเดือนๆ ชวนให้ปวดหัว แต่วันนี้ค่ะเรามีกลเม็ดการออมที่ คุณมัทยา ดีจริงจริง เจ้าของหนังสือขายดี "ออมน้อยก็รวยได้" แนะนำไว้เกี่ยวกับแนวคิดและวิถีการออมของโลกตะวันตก ซึ่งหากลองอ่านดูจะเห็นว่าหลายๆ วิธีก็ใช้ได้กับโลกตะวันออกได้เหมือนกัน …ไม่เชื่อลองอ่านดูค่ะ

1. ส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ จะมากจะน้อยให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน แล้วอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องถอนเงินส่วนนี้ ให้ถือว่ากำลังกู้เงิน เวลาคืนต้องคืนทั้งต้นทั้งดอก


2. เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคตได้เชียวนะ


3. เก็บเงินคืนที่ได้รับจากเรื่องต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เช่น เงินคืนตามโปรโมชั่นการซื้อสินค้า เงินคืนเบี้ยประกัน รายได้เบี้ยใบ้รายทางต่างๆ ให้รวมเป็นบัญชีเดียว แล้วทำบัญชีไว้ คุณจะได้รู้ว่า ณ สิ้นปีรายรับที่ได้จากเงินคืนพวกนี้มันมากขนาดไหน รายรับพวกนี้เป็นรายรับไม่ต้องเสียภาษี น่าเสียดายที่จะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ


4. จ่ายเงินค่างวดผ่อนสิ่งของต่างๆ ที่ผ่อนหมดแล้ว เข้าบัญชีตัวเองด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม วิธีนี้คุณไม่ต้องเดือดร้อน เพราะคุณเคยชินกับภาระการผ่อนนั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณไม่มีภาระผ่อนอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีกนะ


5. หยุดนิสัยฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย ตัดทิ้งให้หมด ทำรายการขึ้นมาว่าต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง หลายคนแปลกใจว่ายิ่งคิดยิ่งตัดได้เรื่อยๆ


6. เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ไม่ควรยอมรับผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ เงินออมที่มีอยู่ควรไปสร้างเงินต่อด้วยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลในการรับความเสี่ยงด้วย


7. เป็นสมาชิกสหกรณ์ เป็นวิธีง่ายสุดของการออมเงิน พร้อมทั้งเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีกต่างหาก


8. ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการออกพันธบัตรประเภทต่างๆ ให้ผู้สนใจ ถ้าสนใจเข้าไปดูที่ http://www.bot.or.th/ การจำหน่ายพันธบัตรให้กับประชาชน สิ่งที่ต้องดูคือประเภทพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย และวันจ่ายดอกเบี้ย


9. ใช้ประโยชน์จากการโอนเงินบัญชีธนาคาร เมื่อเงินเดือนถูกนำฝากเข้าในบัญชีของคุณแล้ว คุณควรให้มันอยู่ในบัญชีธนาคารให้นานที่สุด (ฮา)


10. เข้าร่วมแผนออมเงินของบริษัท แผนการออมของบริษัทเป็นแผนออมเงินแบบปลอดภาษี และนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกจ้าง
11. ใช้การเสียภาษีให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้เรื่องภาษี ประโยชน์ที่คุณไม่ควรเสียและประโยชน์ที่คุณควรได้ (เรื่องลดหย่อนนั่นเอง)


12. เข้าโครงการออมเงินที่น่าสนใจ เปิดหูเปิดตาให้กว้าง อาจมีโปรแกรมออมที่นึกไม่ถึง


13. ส้มหล่น อย่าเพิ่งกินหมดในคราวเดียว เงินก้อนใหญ่ไม่มาบ่อยครั้ง เช่น มรดก รางวัลเกมโชว์ ลอตเตอรี่ เงินปันผลกองทุน ฯลฯ เงินก้อนนี้ควรนำไปใช้ในการออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ ทั้งนี้ อย่าลืมปรึกษามืออาชีพด้านภาษีด้วย


14. รัดเข็ดขัดชั่วคราว อยากได้อะไรมากๆ ลองรัดเข็มขัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เพื่อออมเงินให้มากกว่าปกติ เก็บเงินได้เท่าราคาของ แล้วจึงค่อยกลับสู่การดำเนินชีวิตปกติ
15. ฝากเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคล เพื่อการเกษียณอายุสัปดาห์ละครั้ง ในต่างประเทศนิยมมาก มีการทำบัญชีฝากสะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว สำหรับเมืองไทยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งนายจ้างจ่ายสมทบให้


16. ให้นำเงินเดือนส่วนที่เพิ่มไปฝาก ถ้ารับเงินเป็นรายสัปดาห์หรือราย 2 สัปดาห์ อาจเป็นได้ว่าบางเดือนคุณจะได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ เช่น ถ้าได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ จะมี 4 เดือนที่ได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ หรือถ้าได้รับเงินเป็นราย 2 สัปดาห์ จะมี 3 เดือนที่คุณได้เงินเดือน 3 ครั้ง ครั้งที่เกินมาให้นำไปเข้าบัญชีเงินออม (ทันที)


17. เก็บเงินเบิกรายการต่างๆ ส่วนที่เกินจากรายจ่ายจริงเข้าบัญชีเงินออม ค่าเดินทางหรือรายจ่ายอื่นที่เบิกบริษัทได้ ควรเก็บส่วนเกินจากรายจ่ายจริงไว้ หรือคุณอาจได้ค่าล่วงเวลา ควรเก็บเงินส่วนนี้มาออมเช่นกัน เช่น ได้ค่าล่วงเวลาเดือนละ 2,000 บาท ถึงสิ้นปีจะมีเงินก้อน 2.4 หมื่นบาท สามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีพิเศษโดยไม่ต้องไปถอนเงินออมหลัก


18. ยืมมาออม บางคนประสบความสำเร็จในการกู้เงินธนาคาร แล้วนำกลับไปฝากในบัญชีเงินออมของตนเองอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่กำลังมีค่าหักลดหย่อน (เช่น กู้ซื้อบ้าน) และใช้ได้กับช่วงเวลาที่ดอกฝากมากกว่าดอกกู้ (หลังภาษี) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง


19. นำเงินปันผลและดอกเบี้ยไปต่อเงินโดยอัตโนมัติ เมื่อลงทุนหรือฝากเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด จัดการให้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยสามารถนำฝากหรือลงทุนต่อได้อัตโนมัติ ในระยะยาวจะเห็นผลน่าพอใจ


20. ทิ้งเงินไว้ในบัญชีกระแสรายวันให้น้อยที่สุด มีคนจำนวนมากทิ้งเงินไว้ในกระแสรายวัน (เพราะปลอดดอกเบี้ย) แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพลาดโอกาสในการทำเงิน ที่ควรก็คือมีเงินในกระแสรายวันให้พอกับรายจ่ายรายเดือน หากเงินเหลือให้โอนไปยังบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ยหรือโอนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีดอกเบี้ยดีสุดในเวลานั้น


21. ใช้ประโยชน์จาก Float ความหมายของ Float คือระยะช่วงที่ผู้ถือเช็คได้รับเช็คไปจนกระทั่งถึงตอนที่ได้รับเงินสั่งจ่ายตามเช็ค กล่าวคือช่วงที่ยังไม่ได้ถูกตัดบัญชีก็ควรแช่เงินไว้ในบัญชีเงินฝากให้นานเท่าที่จะนานได้ ก่อนจะโอนไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเพื่อตัดจ่ายเช็ค


22. จ่ายหนี้ให้หมด คุณอยากได้ผลตอบแทน 17-21% หรือเปล่า? อย่ามีหนี้บัตรเครดิตสิ เคลียร์หนี้บัตรให้หมด รู้มั้ยว่าถ้ายอดหนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 4,000-5,200 บาท รีบเคลียร์หนี้ให้หมด ผลตอบแทนที่คุณจะได้คือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก้อนนี้ การปลอดหนี้บัตรจึงเป็นวิธีออมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ (จริงๆ) หาบัตรที่ดอกถูกสุดมาใช้


เมื่อรู้ดังนี้แล้ว นักออมทั้งหลาย คงไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น มาเริ่มต้นด้วยการวางแผนคร่าวๆ ถึงวิธีและขั้นตอนปฏิบัติ บันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ จากนั้นให้ลงมือทันที เน้นนะคะว่าคิดแล้วจงลงมือทำทันที ไม่งั้นเดี๋ยวไม่บรรลุจุดหมาย ไม่รู้ด้วยล่ะ

แหล่งอ้างอิง: http://www.thaigoodview.com/

แผนการเงินสำหรับคนโสด


MoneyPro: วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ wiwan.th@kasikornresearch.com

วารสารสหประกันชีวิต ฉบับที่ 10 ประจำเดือนมิถุนายน 2552 หน้า 14

คนหลายคนมองว่าการทำงานมีเงินเดือน คือความมั่นคง ยิ่งเงินเดือนมาก ความมั่นคงยิ่งมากขึ้นตามแต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินเดือนคือค่าจ้าง นั้นคือ ค่าแรงที่คนที่รักเงินเดือนได้ลงแรงทำไป

แต่ถ้าเราย้อนนึกไปถึงวันที่เราขาดซึ่งแรงที่จะทำงานได้ต่อไปเงินเดือนจากการทำงานก็จะไม่มีเช่นกัน จึงทำให้หลายคนเกิดคำถามว่าสุดท้ายแล้วความมั่นคงที่แท้จริงคืออะไร ใช่เพียงแค่เงินเดือนเท่านั้นหรือ

ชีวิตคนทำงานประจำไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน ลูกน้อง หัวหน้า ผู้จัดการ ล้วนแล้วแต่เป็นลูกจ้างทั้งหมดทั้งสิ้น ทำงานได้ก็มีเงินเดือน ทำงานไม่ไหว เจ็บป่วย แก่ตัวลงไปก็ต้องถูกปลดออกจากงาน ตกอยู่ในภาวะขาดรายได้ และถ้าวันนั้นมาถึง เราเข้าจริง ๆ คุณคิดว่าคุณมีหลักความมั่นคงให้ได้ยึดจับหรือยัง

แผนการเงินของคนโสดไม่แตกต่างกับแผนการเงินของผู้ที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร เพราะสามารถตัดเรื่องการวางแผนเพื่อการศึกษาของบุตรไปได้ คงเหลือเฉพาะการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุงาน เพราะต้องดูแลตัวเอง และอาจจะต้องวางแผนเพื่อเลี้ยงดูบุพการีด้วย

คนโสดในวัยสามสิบเศษ หากไม่คิดว่าจะมีครอบครัวก็สามารถวางแผนซื้อบ้านได้ ในภายหลังหากมีครอบครัวก็ไม่ต้องหาซื้ออีก แค่ถ้าหากไม่มีครอบครัวและมาเริ่มซื้อตอนอายุ 40 หรือ 45 ปี อาจจะช้าไปหน่อยค่ะ ผ่อนไม่ไหว ประมาณเอาว่าเริ่มวางแผนซื้อบ้านตั้งแต่อายุ 35 ปี ก็น่าจะดีค่ะ

นอกจากนั้น ยังต้องวางแผนเรื่องการดูแลสุขภาพด้วย ทำร่างกายให้แข็งแรง และเลือกดูแผนประกันสุขภาพที่เหมาะสม ในกรณีที่ที่ทำงานไม่ได้ครอบคลุมการประกันสุขภาพให้ เพราะข้อเสียเปรียบอย่างหนึ่งของคนโสดคือ เวลาเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานได้ จะไม่มีรายได้จากคู่สมรสมาช่วย ทุกอย่างจึงต้องอาศัยตนเองทั้งสิ้น นอกเสียจากว่าท่านจะมีญาติพี่น้องคอยดูแลอีกชั้นหนึ่ง

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับคนโสดค่ะ เพราะทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิตของท่านก็คือตัวของท่าน และถ้าท่านไม่อยากให้ตัวท่านเองเป็นภาระของตัวเองในยามชราภาพ ท่านต้องดูแลสุขภาพให้ดีเลิศ

สุขภาพจิตก็สำคัญค่ะ เนื่องจากท่านไม่มีลูกให้ดุ ไม่มีคู่สมรสให้ต่อว่า ท่านอาจจะสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว ต้องมีการระบายความเครียด อาจจะด้วยการออกกำลังกาย ด้วยการทำสมาธิ ด้วยการศึกษาศาสนา อ่านหนังสือธรรมะ ฯลฯ

การวางแผนประกันสุขภาพ เป็นสิ่งที่ควรจะทำค่ะ และสำคัญกว่าแผนประกันชีวิต โดยเฉพาะท่านที่ทำงานอิสระหรือหน่วยงานที่สังกัดไม่ได้ให้การดูแลในเรื่องสุขภาพ แต่สำหรับท่านที่ต้องเลี้ยงดูบุพการี ท่านควรจะต้องวางแผนประกันชีวิต เช่นเดียวกับผู้มีครอบครัวและต้องเลี้ยงดูคู่สมรสและบุตรค่ะ

หากท่านเป็นคนโสด ท่านก็วางแผนแบบคู่สมรสใหม่กับแบบวัยก่อนเกษียณ คือ เมื่อยังอายุน้อยก็เน้นการวางแผนการใช้จ่าย และแผนการลงทุน พออายุเพิ่มขึ้นก็เน้นการวางแผนเกษียณเพิ่มเติม ถ้าท่านมีภาระเลี้ยงดูผู้อื่น ท่านก็ต้องวางแผนประกันภัย (ประกันชีวิต) เพิ่มสำหรับแผนการลงทุนนั้น เป็นแผนที่ได้ใช้ตลอดช่วงอายุค่ะ จึงมีความสำคัญ และเป็นส่วนที่ยากและท้าทายความสามารถมากที่สุด

ในส่วนนี้ขอแนะนำให้ปรึกษากับผู้รู้ เพราะหากวางแผนลงทุนไม่ดี เงินที่เก็บมาทั้งชีวิต อาจลดลงไปทำให้ไม่สามารถเกษียณอายุงานได้เร็วขึ้นตามที่เคยวางแผนเอาไว้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลงทุนมีความผันผวนมาก ท่านต้องวางแผนและลงมือปฏิบัติด้วยความระมัดระวังค่ะ

การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ไม่ยากใช่ไหมคะ ท่านจะเห็นว่าความสำคัญของการวางแผนการเงินในแต่ละช่วงชีวิต จะเน้นประเภทของแผนที่แตกต่างกัน ตอนยังไม่มีเงินออมก็ต้องออมเงินก่อน เมื่อมีเงินพอสมควรก็ต้องลงทุน เมื่อมีทรัพย์สินมากพอสมควรก็ต้องทำประกันภัย เพื่อคุ้มครองชีวิตและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สิน และเมื่อมีโอกาส ต้องวางแผนเพื่อการเกษียณอายุงานที่สุขสบาย ทั้งนี้และทั้งนั้น ในทุกช่วงอายุต้องดูแลสุขภาพให้ดีค่ะ* *

กล่าวกันอยู่เสมอว่า แผนการเงินของแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน นอกจากจะแตกต่างกันตามช่วงเวลาของชีวิตแล้ว ยังแตกต่างกันเพราะรสนิยม ความชอบ ค่านิยมในการใช้ชีวิต ความประทับใจ และความเชื่อส่วนบุคคล ความผูกพันและผลกระทบต่อจิตใจ วัฒนธรรมของแต่ละสังคม ฯลฯ

ดังนั้นเวลาวางแผนการเงิน ผู้รับการวางแผนควรจะต้องบอกให้ผู้วางแผนทราบ เพื่อที่ผู้วางแผนจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ประกอบด้วยในการวางแผนการเงิน
เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด การบรรลุเป้าหมายในชีวิตต่างหากที่สำคัญกว่า แต่เนื่องจากสังคมเราเป็นสังคมที่ใช้เงินตราเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เราจึงต้องวางแผนโดยใช้เงินและตัวเลขเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผน ในบางกรณีท่านอาจจะสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ โดยไม่ต้องใช้เงิน เช่น บางท่านอาจจะมีเป้าหมายชีวิตที่จะแสวงหาธรรมะ ท่านก็อาจจะบวชเป็นพระหรือชี หรือนักบวชในศาสนาของท่าน หรือในบางกรณีท่านก็สามารถวางแผนการปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารของท่านได้เอง ท่านก็สามารถลดจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในการดำรงชีพได้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น หากท่านคำนวณเงินออมเพื่อการเกษียณแล้วอย่างไรก็ไม่สามารถเก็บให้ครบได้ ท่านอาจจะเริ่มมองหาที่ว่างข้างบ้านเพื่อเพาะปลูกผักและพืชสวนครัว หรือเริ่มปรุงอาหารรับประทานเองที่บ้าน แทนที่จะออกไปรับประทานนอกบ้านทุกวันขอให้ท่านผู้อ่านทุกคนสามารถวางแผนชีวิต วางแผนการเงิน ได้อย่างดี หรือได้ทำตามความฝันของท่านอย่างราบรื่น และขอให้ท่านมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายตามควรแก่อัตภาพค่ะ


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ทริกง่ายๆ...ช่วยคุณจัดพอร์ตยามยาก

ดอกเบี้ยลด หุ้นตก ทองผันผวน ล้วนแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 52 ที่ผ่านมา โดยดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับลดตัวลงแรงในช่วง 1-2 เดือนแรกของปีนี้ ก่อนที่จะกลับดีดตัวขึ้นในระยะเวลาหลังจากนั้น

ขณะที่ราคาทองคำในตลาดโลกนั้น แม้ว่าจะดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 1,000 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ในช่วงสองเดือนแรกของปีนี้ แต่ก็ร่วงลงในช่วงอีกประมาณสองเดือนต่อมา ก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง นับจากช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นเดือนมิถุนายน แต่ก็กลับปรับฐานในช่วงหลังจากนั้น ทำให้ในภาพรวมแล้ว ราคาทองคำมีการปรับทิศทางถึง 4 ครั้งด้วยกันภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น

ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ ก็ขยับลดลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ต่างๆ ดังกล่าว ทำให้ผู้มีเงินออมอยู่ในฐานะที่ยากลำบาก เพราะนอกจากจะได้รับผลตอบแทนที่ลดน้อยถอยลงแล้ว การลงทุนในหลายตลาดยังทำให้ขาดทุนเงินต้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อตัดสินใจลงทุน หรือขายทำกำไรผิดจังหวะ ท่ามกลางความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา หรืออัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในช่องทางลงทุนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับในช่วงที่เหลือของปี 52 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า...การออมเงินในช่องทางหลักยังคงเผชิญกับความเสี่ยงหลากหลายด้าน แต่ท่ามกลางความเสี่ยงดังกล่าว ก็ยังน่าจะมีโอกาสสำหรับการออมเงินในบางช่องทาง ซึ่งยังเสนออัตราผลตอบแทนที่ดึงดูดใจ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์

โดยตัวแปรสำคัญที่อาจมีอิทธิพลต่อการจัดสรรเงินออมในช่วงครึ่งหลังของปี 52 และต่อเนื่องไปถึงปี 53 นั้น ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ของหลายตัวแปรด้วยกัน ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อทิศทางการลงทุนในตลาดหลัก โดยตัวแปรต่างๆ เหล่านั้นที่สำคัญ ได้แก่

การฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ...ที่ผ่านมาสัญญาณบวกจากเครื่องชี้เศรษฐกิจ จะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและคาดหวังมากขึ้นว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในลักษณะ V-Shape ส่งผลให้นักลงทุนกล้าแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ประเด็นที่ควรระมัดระวังคือ การฟื้นตัวดังกล่าว ยังคงมีความเปราะบาง เพราะหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจยังไม่ถึงจุดต่ำสุด อาทิ ปัญหาการว่างงานในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย

ส่วนทิศทางอัตราเงินเฟ้อ ...จากการที่เศรษฐกิจบางประเทศในโลก อาทิ จีน และอินเดีย ยังคงขยายตัวได้ดี ประกอบกับเศรษฐกิจอีกหลายประเทศค่อยๆ มีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น จึงส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ เริ่มปรับตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับทิศทางราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจโลกไม่ได้ปรากฏสัญญาณเชิงลบในลักษณะเกินความคาดหมายมากนัก การเพิ่มขึ้นของแรงกดดันเงินเฟ้อก็อาจดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 53 ซึ่งมุมมองในลักษณะดังกล่าวนี้เอง น่าจะมีน้ำหนักที่ส่งผลให้การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของ ธปท.มีโอกาสยุติลงในปีหน้า

การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลไทย ...เนื่องจากรัฐบาลวางแผนการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปถึงปีงบประมาณ 53 เป็นอย่างน้อย ประกอบกับที่ผ่านมา รายได้จัดเก็บของภาครัฐก็ลดต่ำลงกว่าที่คาดมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยแหล่งเงินลงทุน โดยเฉพาะจากในประเทศ เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณดังกล่าว อีกทั้งสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อันนำมาสู่ปริมาณอุปทานพันธบัตรของภาครัฐที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ตลาดอีกเป็นจำนวนมาก

จากประเด็นสำคัญต่างๆ ดังกล่าว ทำให้การลงทุนในหลายตลาดและช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน หุ้น ทองคำ น้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ อาจยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ราคาของการลงทุนประเภทต่างๆ ดังกล่าว ก็ได้ปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากแล้ว และอาจทำให้โอกาสการทำกำไรระยะสั้นอยู่ในขอบเขตที่จำกัด โดยเฉพาะหากปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจยังคงมีอยู่

การจัดสรรเงินออมที่เหมาะสม ...ทางออกที่น่าสนใจในภาวะเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน สำหรับผลิตภัณฑ์การออมที่มีการนำเสนอ หรือเตรียมนำเสนอสู่ตลาดในระยะนี้ที่น่าสนใจ ได้แก่

1.พันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล ได้แก่ พันธบัตรออมทรัพย์ “ไทยเข้มแข็ง” ในปีงบประมาณ 52 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 5 หมื่นล้านบาทในช่วงระหว่าง 13-21 กรกฎาคม 52 และระยะเวลาการออม 5 ปี ให้อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได คือ ร้อยละ 3 ในช่วง 1-2 ปีแรก, ร้อยละ 4 ในปีที่ 3 และร้อยละ 5 ในปีที่ 4-5 ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินประจำค่อนข้างมาก โดยพันธบัตรออมทรัพย์ดังกล่าว เหมาะสมกับผู้มีเงินออมที่ไม่ชอบความเสี่ยง มีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับรองรับการลงทุนระยะยาว ขณะที่พึงพอใจกับระดับอัตราผลตอบแทนที่นำเสนอ ณ ขณะนี้

2.หุ้นกู้ภาคเอกชน เนื่องจากเป็นที่คาดหมายว่าอัตราดอกเบี้ยในระบบ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับต่ำสุดแล้วในปัจจุบัน ดังนั้น จึงทำให้ภาคธุรกิจเอกชนเตรียมทยอยออกหุ้นกู้อีกจำนวนไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาทภายในช่วงครึ่งหลังของปี 52 เพื่อล็อคต้นทุนในระดับต่ำเอาไว้ ซึ่งหุ้นกู้ส่วนใหญ่ดังกล่าวน่าจะเป็นประเภทอายุปานกลางถึงยาว ขณะที่ อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ที่นำเสนอ ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจูงใจ

3.ผลิตภัณฑ์เงินฝากโครงการพิเศษของธนาคารพาณิชย์ นับจากช่วงกลางเดือนมิถุนายน 52 เป็นต้นมา ธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่งได้เริ่มทยอยนำเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากโครงการพิเศษที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำปกติ ออกสู่ตลาด โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีระยะเวลาการออมที่สั้นกว่าพันธบัตรออมทรัพย์“ไทยเข้มแข็ง” และหุ้นกู้ภาคเอกชน แต่ก็มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเช่นกัน

4.กองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) อาทิ พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาล หรือสถาบันการเงินในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทยอยนำเสนอขายสู่ตลาดหนาตาขึ้นในระยะนี้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศนี้ คงต้องติดตามความเสี่ยงของประเทศผู้ออกตราสารและประเภทของตราสาร ตลอดจนแนวทางการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของผู้จัดการกองทุน อันอาจมีผลต่อภาพรวมความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของกองทุนในอนาคต

5.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ผ่านเงินปันผลที่น่าจะขยับสูงขึ้นตามทิศทางค่าเช่าและอัตราการเช่า อย่างไรก็ตาม การออมเงินผ่านการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และจำนวนอุปทานใหม่ ได้แก่ การออกกองทุนใหม่ หรือการออกหน่วยลงทุนเพิ่มเติม หลังจากการเพิ่มทุนของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เดิม ซึ่งคาดว่าการเพิ่มจำนวนอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดดังกล่าว อาจยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทำให้ผู้มีเงินออมที่สนใจช่องทางนี้ อาจต้องรอจังหวะการออกขายหน่วยลงทุนเพิ่มเติมโดย บลจ.

6.ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนในระยะที่ค่อนข้างยาว โดยในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ประกันส่วนใหญ่เสนออัตราผลตอบแทนขั้นต่ำประมาณร้อยละ 2-4 ต่อปีขณะเดียวกัน ก็ยังมีสิทธิประโยชน์จากการนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1 แสนบาทสำหรับกรมธรรม์หลักอีกด้วย

7.หุ้น เป็นทางเลือกในการออมที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงได้ โดยการลงทุนในหุ้นนั้น หากมีจุดประสงค์เพื่อคาดหวังผลตอบแทนในรูปเงินปันผลจากบริษัทจดทะเบียน ก็คงจะต้องเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานดี ผลประกอบการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ โดยการลงทุนในลักษณะนี้ คงจะต้องเป็นการลงทุนในระยะที่ค่อนข้างยาว

ขณะที่ หากผู้มีเงินออมมีจุดประสงค์ของการลงทุนในหุ้น เพื่อคาดหวังด้านกำไรส่วนทุนจากการขายหลักทรัพย์ ก็คงจะต้องอาศัยการซื้อและขายทำกำไรในช่วงสั้นๆ โดยมีหลักการเบื้องต้น คือ เข้าซื้อเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง และขายทำกำไรเมื่อราคาหุ้นดีดตัวสูงขึ้น

8.กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น อาทิ ตั๋วเงินคลัง ที่ออกโดยรัฐบาล

ด้านอัตราผลตอบแทนนั้น แม้ว่าจะมีระดับที่ต่ำกว่าทางเลือกในการออมที่ความเสี่ยงใกล้เคียงกันอย่างพันธบัตรออมทรัพย์ ตามระยะเวลาการลงทุนที่สั้นกว่านั้น แต่ก็ให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากประจำ ขณะที่สภาพคล่องของการลงทุนในกองทุนรวมประเภทนี้ ถือว่าค่อนข้างสูง เพราะจะได้รับเงินสดหลังจากส่งคำสั่งขายหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาประมาณ 1 วันทำการ

...อย่างไรก็ตาม ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยแวดล้อมของการออมในช่วงครึ่งหลังของปี 52 นี้ จะยังปะปนไปด้วยข่าวเชิงลบ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ผู้มีเงินออมคงจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยง และอัตราผลตอบแทนของแต่ละทางเลือกในการออมอย่างรอบคอบ ตลอดจนประเมินถึงสภาพคล่องและความต้องการใช้เงินในแต่ละช่วงเวลาอย่างระมัดระวัง โดยจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการ “วางแผนทางการเงิน” ล่วงหน้า อันจะนำมาสู่การจัดสรรพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมได้...

แหล่ง : http://www.ksmecare.com/

วิธีออมเงินของคู่รักง่าย ๆ


คู่รักหนุ่มสาวที่กำลังเก็บเงินเก็บทองหันมาทางนี้ เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะให้ชีวิตการเงินของคุณทั้งคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่นเพราะอย่าลืมไปละว่า เรื่องรักกับเรื่องเงินมันคนละเรื่องเดียวกัน บริหารให้เป็นไว้เถิด แล้วหัวใจสีชมพูจะราบรื่นไปจนถือกระบองยอดเพชรเลยทีเดียว

คงไม่ปฏิเสธกันว่า เดี๋ยวนี้คู่รักหลายคู่มักมองการเก็บเงินทองไว้เพื่อการแต่งงาน และการสร้างเรือนหอ จริงอยู่ค่ะ ที่เงินก้อนแรกของชีวิตคู่มักจะหมดไปกับเรื่องเหล่านี้ แต่เรื่องอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกล่ะ คุณ ๆ ได้มองเผื่อไว้หรือเปล่า ที่เราบอกเช่นนี้เพราะเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ (คุณมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย) อาจบานปลายและเป็นปัญหาใหญ่ได้ถ้าไม่เตรียมวางแผนไว้แต่เนิ่น ๆ สำคัญที่สุดคือการสื่อสารระหว่างกัน ส่วนประเด็นจะเป็นอะไรบ้างนั้น ลองนำตัวอย่าง 5 ประการเหล่านี้ไปเป็นไอเดียกันดู

1. เปิดอกเรื่องการใช้เงิน

เพราะแต่ละคนก็ต่างที่มา แถมยังมีสไตล์การจับจ่ายที่แตกต่างกันออกไปอีกคุณทั้งคู่จึงควรหันหน้าเขาหากัน และพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องอุปนิสัยในการใช้จ่ายให้ชัดเจนขอแนะนำให้พูดคุยกันตั้งแต่แรกๆ ที่คบหา เพราะเงินทองเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และจะดีมาก หากคุณจะบอกเล่าถึงปัญหาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (แถมยังทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นขึ้นอีกด้วย) บอกจำนวนรายได้ที่แท้จริงอย่างไม่ปกปิด จำนวนเงินเก็บ วงเงินบัตรเดรดิต ที่สำคัญ บอกไปเลยว่าแต่ละคนมีหนี้สินคนละเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรให้หนี้ก้อนนี้คลี่คลายไปได้ มากยิ่งกว่านั้น หากคุณมีความฝัน ไม่ว่าการลงทุน หรือซื้อหาอะไรก็ตามแต่ คุณควรบอกกล่าวต่อกัน เผื่อว่าอีกคนจะสามารถต่อเติมฝันจนเป็นจริงได้ไงล่ะรู้หรือเปล่า!

ผู้หญิง 40 เปอร์เซ็นต์ และผู้ชาย 36 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าพวกเขาปกปิดเรื่องค่าใช้จ่ายต่อคู่ของตน โดยเฉพาะเรื่องของสินค้าฟุ่มเฟือยเปิด

2.บัญชีร่วมกัน

เป็นเรื่องดีที่ต่างคนต่างมีเงินเก็บแต่หากมั่นใจแล้วว่าคุณทั้งคู่จะลงหลักปักฐานด้วยกัน เราขอแนะนำ (โดยเฉพาะคู่รักหนุ่มสาว) ให้เปิดบัญชีร่วมกันสักหนึ่งบัญชี เพื่อเก็บสะสมเงินทองไว้ใช้จ่ายในกรณีของชีวิตคู่ ไม่ว่าการลงทุนในกิจการเล็ก ๆ การจับจ่ายในทรัพย์สินบางอย่าง หรือการใช้หนี้ที่คุณทั้งสองตกลงใจจะชำระร่วมกัน แต่ทั้งนี้ควรตกลงกันให้มั่นเหมาะ ว่าเงินก้อนนี้มีเป้าหมายในการใช้จ่ายอย่างไรบ้าง จงขี้แจงให้เป็นนิสัย เพราะการสื่อสารจะทำให้ปัญหาในการใช้จ่าย (และปัญหาอื่น ๆ) ลดลงได้เยอะ

รู้หรือเปล่า! ตัดสินใจให้มั่นเหมาะ ว่าบัญชีเล่มนี้จะใช้ชื่อของใคร(หรือจะใช้ชื่อของทั้งสองคน) เพราะอย่าลืมว่าเมื่อต้องการทำธุรกรรมเจ้าของบัญชีต้องเป็นผู้ดำเนินเรื่อง แต่หากเจ้าของบัญชีมีพฤติกรรมไม่น่าไว้ใจนัก อะไรจะเกิดขึ้น

3.วางแผนสำรองล่วงหน้า
แผนสำรองที่เรากล่าวถึง คือการวางแผนแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าอบัติเหตุ การมีบุตรรวมไปถึงการหย่าร้าง จำไว้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หรือการพูดเป็นลาง แต่จะดีกว่ามาก หากคุณทั้งคู่วางแผนไว้แล้วหากมีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น เช่นหากทั้งคู่หย่าร้าง แต่มีหนี้สินที่ยังต้องรับผิดชอบร่วมกัน คุณทั้งสองจะทำอย่างไร จะร่วมกันจ่ายหรือจะแบ่งไปเลยว่าหนี้ก้อนไหนใครเป็นผู้รับผิดชอบ หรือเรื่องการเงินสำหรับลูก ๆ ก็เช่นกัน คุณจะทำอย่างไรสำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าค่าเล่าเรียน ค่าเลี้ยงดู รวมทั้งค่าใช้จ่ายจิปาถะ ที่ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ดูตัวอย่างคู่ร้างหลายคู่ที่ฟ้องร้องเรื่องเงินทองหลังการหย่านั่นดูสิ้ ว่าน่าปวดหัวขนาดไหน

รู้หรือเปล่า! ในต่างประเทศมักตั้งทนายประจำตระกูลสำหรับจัดการบัญชีต่าง ๆ ส่วนบ้านเราที่ไม่ค่อยอยากมีเรื่องคดีความ ขอแนะนำให้ตกลงเรื่องหนี้สินทุกอย่างให้ขัดเจนก่อนใช้ชีวิตคู่

4. ตกลงเรื่องค่าใช้จ่าย

เพราะผู้หญิงยุคใหม่หลายต่อหลายคนมาแรงแซงล้ำจนมีรายได้และตำแหน่งสูงกว่าฝ่ายชาย การพูดคุยเรื่องรายได้ที่คุณได้รับมากกว่า และค่าใช้จ่ายในครอบครัว (ที่ควรช่วยกัน) จึงจำเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้ทั้งคู่เกิดปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในภายหลัง คุยกันไปเลยว่าคุณผู้ชายโปรดอย่ามองเห็นรายได้ที่มากกว่าเป็นปัญหาใหญ่และการมีรายได้มากกว่า ก็ไม่ได้หมายถึงความรับผิดชอบที่มากกว่าแต่ควรแบ่งเบากันไปตามกำลัง และความถนัดในการแบกรับ ทั้งการแบ่งเบาแบบนี้ยังช่วยให้ฝ่ายชายรู้สึกดีอีกด้วยว่า เขาเองก็มีส่วนร่วมเท่าเทียมกับฝ่ายหญิง

รู้หรือเปล่า! หาวิธีการพูดจาที่ถนอมความรู้สึกของอีกฝ่าย เพราะเราต้องไม่ลืมว่า โดยสัญชาตญาณของผู้ชายนั้น ไม่ต้องการให้คู่ครองของตนเก่งเกินหน้า และมีรายได้มากกว่าจนนึกไปว่าตนไม่สามารถเลี้ยงดู และเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีได้

5.อะไร ๆ ก็เปลี่ยนได้

น้ำต้มผักยังมีขม แล้วประสาอะไรที่เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จะไม่สร้างปัญหา โดยเฉพาะ 5 - 10 ปี หลังแต่งงานที่หลาย ๆ คู่มักถึงทางตัน จนต้องจับเข่าคุยกันให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ทางออกคือการตกลงใจร่วมกันในแต่ละปี ว่าเงินก้อนที่มีนั้นคุณทั้งสองจะใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง เช่น หากคนหนึ่งต้องการนำไปลงทุน แต่อีกคนต้องการนำไปเปลี่ยนรถใหม่ ก็ควรหาข้อยุติที่ลงตัวที่สุด คุยให้แน่ใจว่า ข้อตกลงนี้จะไม่มีฝ่ายไหนที่เสียความรู้สึก และคำนึงถึงเรื่องอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เช่น เงินที่ต้องใช้เลี้ยงดูลูก การซื้อของชิ้นใหญ่ หรือการเดินทางพักผ่อน ทั้งนี้ต้องไม่ลืมคิดเผื่อในกรณีที่อีกฝ่ายอาจสูญเสียรายได้ในอนาคต เช่น การลาออกจากงาน เงินเก็บจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรสำรองไว้ ไม่ใช้ตามใจการใช้จ่ายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปซะหมด

รู้หรือเปล่า! เรารู้ว่าผู้หญิงกับการช้อปปิ้งเป็นของคู่กัน แต่จะดีกว่ามากถ้าผู้หญิงอย่างเราจะรู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง อย่างน้อยนิสัยการใช้จ่ายที่เกินตัว ก็ทำให้ชีวิตคู่หลายคนต้องมีปัญหา และบางครั้งก็อาจลุกลามไปจนถึงการเลิกราได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://financialopen.blogspot.com/2009_06_01_archive.html

29 เคล็ดลับทางการเงิน

29 เคล็ดลับทางการเงิน
แล้วคุณจะงอกเงยได้ในทุกสถานการณ์
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์
ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินยังคงถกเถียงกันว่า อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น แล้วเราจะรอดพ้นจากภาวะนี้ได้อย่างไร และขณะที่ยังไม่ได้ข้อสรุป คุณคงอยากรู้วิธีเพิ่มพูนเงินทองจะได้ไม่ต้องหวั่นไหวไปกับตลาดหลักทรัพย์ที่วูบวาบขึ้นลง ต่อไปนี้คือกลยุทธ์ที่คุณสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายน้อยลง ลดหนี้ ใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีให้เต็มที่ และสะสมไว้ใช้ยามเกษียณ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมุ่งเน้นในสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้ เพราะก้าวเล็กๆสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เสมอ

ภาษี
1. หักลดหย่อนให้เต็มที่
พวกเราบางคนอาจยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กรมสรรพากรให้มาอย่างเพียงพอ ตัวอย่างเช่น หลายคนอาจยังไม่ได้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สามารถนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงถึงร้อยละ 15 ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาทต่อกองทุน หรือซื้อประกันชีวิตที่สามารถนำเบี้ยประกันไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 100,000 บาท หากฐานเงินได้ของคุณอยู่ที่อัตราภาษีร้อยละ 37 คุณจะสามารถประหยัดภาษีได้ถึง 407,000 บาท เมื่อซึ้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและกองทุนหุ้นระยะยาวอย่างละ 500,000 บาท และจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท

2. ให้ลูกมีเงินได้และยื่นภาษีในชื่อลูก
ปัจจุบัน กรมสรรพากรให้สิทธิการหักค่าลดหย่อนบุตรได้สามคน เพียงคนละ 17,000 บาท (กรณีที่บุตรยังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในประเทศ) หากฐานภาษีของคุณอยู่ที่ร้อยละ 37 คุณจะประหยัดภาษีจากการหักลดหย่อนบุตรได้เพียง 6,290 บาท แต่หากบุตรของคุณมีเงินได้ เงินได้ 150,000 บาทแรกที่เขาได้รับไม่ต้องเสียภาษี และสามารถหักค่าลดหย่อนส่วนตัวได้อีก 30,000 บาท รวมแล้วรายได้ของเขา 180,000 บาทไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะประหยัดภาษี
กว่ามาก

3. อย่าขอภาษีคืน ทุกครั้งที่คุณขอภาษีคืนจากกรมสรรพากร
ขอให้คุณระลึกได้เลยว่า คุณได้ให้กรมสรรพากรยืมเงินใช้โดยไม่เสียดอกเบี้ยแล้ว ตัวอย่างเช่นในปี 2552 นี้ คุณสามารถขอคืนภาษีได้ 100,000 บาท เงินก้อนนี้เป็นสิทธิของคุณ และหากคุณได้ภาษีคืนในเดือนมิถุนายน เท่ากับคุณเสียประโยชน์จากการนำเงินของคุณดังกล่าวไปแสวงหาดอกผลถึงหกเดือน หรือเท่ากับคุณให้กรมสรรพากรยืมเงินใช้โดยไม่เสียดอกเบี้ยนั่นเอง สิ่งที่คุณควรทำคือการเสียภาษี ณ ที่จ่ายให้ต่ำที่สุด เช่น หากคุณมีการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพและกองทุนหุ้นระยะยาว หรือซื้อประกันชีวิต คุณควรแจ้งฝ่ายบัญชีขององค์กรที่คุณทำงานอยู่ เพื่อจะได้ปรับลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเดือนตามการลดหย่อนของคุณ ทำให้คุณไม่ต้องไปขอภาษีคืนในปีถัดไป

4. เลือกการลงทุนที่ได้รับประโยชน์ทางภาษี
หากฝากเงินในธนาคาร คุณต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับร้อยละ 15 หากคุณลงทุนในกองทุนตราสารทางการเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการขายคืนกองทุนไม่ต้องเสียภาษี แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาความเสี่ยงของกองทุนที่คุณลงทุนว่าลงทุนในอะไร หากเป็นพันธบัตรรัฐบาลก็ปลอดภัย แต่หากเป็นหุ้นกู้เอกชนต้องดูเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนด้วย
บัญชีเงินฝาก
5. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมธนาคาร
ค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชีของธนาคารที่คุณฝากอยู่ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกระแสรายวัน ทุกธนาคารจะมีการคิดค่าธรรมเนียมดังกล่าวสำหรับบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดหรือมียอดคงเหลือต่ำกว่าที่กำหนด ดังนั้น คุณควรระมัดระวังไม่ให้ผิดเงื่อนไข
6. ใช้ธนาคารบนอินเทอร์เน็ต
คุณจะพบกับความสะดวกสบาย รวดเร็วและปลอดภัยจากการทำธุรกรรมธนาคารบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน ชำระเงิน ตรวจสอบรายการ การลงทุน ฯลฯ และจากการที่ธนาคารพาณิชย์ต่างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของการทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตดังกล่าว คุณจึงสามารถวางใจได้ในความปลอดภัยมากกว่าการทำธุรกรรมตามสาขาธนาคารที่อาจพบกับพวกมิจฉาชีพที่อาจเข้ามาทำร้ายโดยตรงหรือการลักลอบใช้เครื่องบันทึกไปติดไว้ที่ตู้แล้วปลอมบัตรเอทีเอ็มของคุณ

7. เก็บเงินของคุณไว้ในที่ปลอดภัย
หากคุณต้องเก็บเงินสำรองเผื่อใช้ยามฉุกเฉิน เช่น ตกงาน ฯลฯ คุณควรเก็บเงินสดในที่ๆปลอดภัย เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลค้ำประกันเต็มวงเงิน) หรือลงทุนในกองทุนตราสารทางการเงินที่มีนโยบายลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ แต่ข้อเสียของการออมเงินแบบนี้คือผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ หรืออาจเลือกการออมเงินในบัญชีเงินฝากประจำที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า และรัฐบาลค้ำประกันเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกองทุนพันธบัตรรัฐบาลที่กำหนดอายุการลงทุนที่แน่นอน เช่น สามเดือน หกเดือน เก้าเดือน หรือหนึ่งปี ซึ่งนอกจากความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ผลตอบแทนที่ได้ยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

หนี้

8. ลดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต
ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการคืนบัตรเครดิตที่มีอยู่ แต่หมายถึงการรักษาวินัยในการใช้จ่ายผ่านบัตร จริงอยู่แม้การคืนบัตรเครดิตจะเป็นวิธีที่ได้ผลสำหรับการลดการใช้จ่ายผ่านบัตร แต่เป็นการลดเงินสำรองที่คุณสามารถนำมาใช้ได้ยามฉุกเฉินเช่นกัน และการลดจำนวนบัตรอาจมีผลต่อการประเมินเครดิตของคุณ เพราะธนาคารผู้ออกบัตรจะประเมินเครดิตคุณจากยอดการใช้จริงเทียบกับวงเงินที่ให้ หากคุณใช้จ่ายใกล้เคียงกับวงเงินที่ให้ แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง ดังนั้น หากคุณลดจำนวนบัตร โดยที่คุณไม่ลดการใช้จ่าย จะทำให้ยอดการใช้จ่ายต่อบัตรสูงขึ้น ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินเครดิตของคุณได้ สำหรับจำนวนบัตรเครดิตที่เหมาะสมคือประมาณ 2-3 ใบต่อคน

9. ชำระหนี้ให้ตรงเวลา
การชำระหนี้ช้ากว่ากำหนด นอกจากค่าปรับและดอกเบี้ยที่ต้องเสียเพิ่ม ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ของคุณจะปรากฏอยู่ในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งจะทำให้คุณมีปัญหาในการกู้เงินครั้งต่อไป หรืออาจต้องเสียดอกเบี้ยที่แพงขึ้น คุณอาจใช้การหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติสำหรับการชำระหนี้รายการสำคัญ เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถฯลฯ เพื่อสร้างวินัยในการชำระหนี้ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหนี้มากยิ่งขึ้น
10. ชำระหนี้เพิ่มในแต่ละเดือน
การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2550 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครัวเรือนไทยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค (ภาษี ดอกเบี้ย ฯลฯ) ร้อยละ 12.2 ของรายจ่ายทั้งหมด หากคุณเพิ่มการชำระหนี้ให้มากขึ้นในแต่ละปี จะช่วยลดภาระหนี้ให้เร็วขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละห้า หากคุณชำระเพิ่มขึ้นร้อยละสิบต่องวด คุณจะสามารถลดเวลาที่เป็นหนี้ได้ถึงร้อยละ 12.59

11. ให้เงินออมทำงานแทนคุณ
หลายคนที่แม้เป็นหนี้อยู่ ก็ยังรู้สึกสบายใจที่ออมเงินในเงินฝากธนาคารแม้ดอกเบี้ยต่ำมากเหลือแค่ร้อยละ 0.75 ถึง 2.5 ขณะดอกเบี้ยเงินกู้ยังอยู่ในระดับสูงร้อยละ 6.75 ถึง 9 ผลตอบแทนของเงินฝากที่ต่ำเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้คุณมีภาระในการหารายได้เพิ่มขึ้น แต่หากถอนเงินฝากเพื่อไปลดภาระหนี้ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของคุณได้เช่นกัน หรือมองอีกด้าน เหมือนคุณเพิ่มผลตอบแทนเงินออมของคุณตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั่นเอง ผู้เชี่ยวชาญการเงินให้คำแนะนำที่น่าสนใจไว้ว่า หากคุณต้องการลดภาระหนี้ ขณะเดียวกันต้องการมีเงินสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินด้วย ควรแบ่งร้อยละห้าของรายได้มาชำระหนี้ และอีกร้อยละห้าเก็บเข้าบัญชีออมทรัพย์

12. ผ่อนบ้านให้เร็วขึ้น
แม้กรมสรรพากรจะให้สิทธิประโยชน์สำหรับการนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทในแต่ละปี แต่อย่างไรก็ตาม คุณยังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่เช่นเดิม การผ่อนชำระเพียงจำนวนน้อยๆในแต่ละงวด นอกจากอาจจะทำให้คุณไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ (ดอกเบี้ยจ่ายไม่ถึง 100,000 บาท) คุณยังต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ตัวอย่างเช่น หากคุณกู้เงินซื้อบ้านหนึ่งล้านบาทที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 ต่อปี กำหนดผ่อนทุกเดือนเป็นเวลาสิบปี คุณจะต้องผ่อนเดือนละ 11,300 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน 1.356 ล้านบาท (เท่ากับคุณจ่ายดอกเบี้ย 356,000 บาท) หากคุณผ่อนเร็วขึ้นเป็นห้าปี คุณจะต้องผ่อนเดือนละ 17,500 บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน 1.05 ล้านบาท (เท่ากับคุณจ่ายดอกเบี้ยเพียง 50,000 บาท) จะเห็นได้ว่ายิ่งผ่อนเร็วเท่าไหร่ ภาระดอกเบี้ยก็น้อยลงเท่านั้น และที่สำคัญคือ คุณสามารถใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านนำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ด้วย

13. ลดค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น
แม้ปัจจุบัน บัตรเครดิตบางสถาบันการเงินจะยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี แต่หลายแห่งยังคิดค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรเครดิตโดยพ่วงมากับค่าใช้จ่ายต่างๆของเรา (แม้คุณจะเป็นลูกค้าที่ดีมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอ และไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เลยก็ตาม) ซึ่งหากไม่ตรวจสอบรายการในใบแจ้งหนี้ คุณจะไม่ทราบว่าถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนี้เรียบร้อยแล้ว หากคุณถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ก็ไม่ต้องรีรอที่จะโทรฯไปแจ้งกับบริษัทผู้ออกบัตรเพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว และหากไม่ได้รับยกเว้นก็ยกเลิกบัตรเครดิตนั้นได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ออกบัตรจะยกเว้นให้เสมอ เพราะทุกแห่งต่างต้องการรักษาลูกค้าที่ดีไว้

14. เจรจากับเจ้าหนี้โดยเร็ว
หากมีปัญหาในการชำระหนี้ เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องการยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือฟ้องร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้สิน เพราะเสียทั้งเวลา และเงิน ดังนั้น เจ้าหนี้ต้องการลูกค้าที่มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ เมื่อมีปัญหาให้มาปรึกษากัน ซึ่งเจ้าหนี้จะสามารถช่วยหาทางออกให้แก่ลูกหนี้ได้ไม่ว่าจะเป็นการยืดอายุหนี้ หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น

ประกัน
15. หาข้อมูลก่อนซื้อประกันรถยนต์
ด้วยเทคโนโลยีของอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถหาข้อมูลของประกันรูปแบบต่างๆจากบรรดาบริษัทประกันได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และเพียงใช้เวลาในการโทรศัพท์ไม่กี่นาที คุณก็สามารถต่อรองค่าเบี้ยประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อได้อัตราเบี้ยประกันที่คุณพอใจค่อยลองปรึกษากับผู้แทนประกันที่คุณใช้บริการอยู่ว่าจะสามารถเสนอบริการที่ราคาเดียวกันได้หรือไม่ วิธีดังกล่าวจะช่วยให้คุณประหยัดค่าประกันได้มาก

16. ซื้อประกันสุขภาพแบบกลุ่มร่วมกับบริษัท
หลายบริษัทมักมีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในให้แก่พนักงานโดยการทำประกันสุขภาพแบบกลุ่มให้ ขณะเดียวกัน หลายบริษัทยังขยายสิทธินี้ให้แก่ครอบครัวของพนักงานด้วย โดยครอบครัวของพนักงานสามารถเข้าร่วมประกันสุขภาพแบบกลุ่มนี้ได้ในอัตราพิเศษซึ่งเบี้ยประกันต่ำกว่าไปซื้อเองและไม่ต้องตรวจสุขภาพ หากองค์กรที่คุณทำงานอยู่ให้สิทธินี้และคุณมีปัญหาด้านสุขภาพ คุณควรเข้าร่วมประกันกลุ่ม หากคุณมีสุขภาพดี อาจประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่เข้าร่วมในปีนั้นๆได้ แต่ไม่แนะนำให้ประมาท

17. ซื้อประกันภัยการไร้ความสามารถในการหารายได้
คือการประกันภัยที่จ่ายเงินชดเชย (เป็นรายเดือนหรือเงินก้อน) ให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่ไม่สามารถทำงานใดๆได้ เนื่องจากการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย ทั้งนี้ การประกันภัยการไร้ความสามารถในการหารายได้นั้นเป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมจากกรมธรรม์ประกันชีวิตและกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุซึ่งเป็นกรมธรรม์หลัก ประกันแบบนี้จะเป็นประโยชน์เมื่อคุณไม่สามารถทำงานได้เป็นระยะเวลานาน คุณควรมีประกันชนิดนี้เพื่อรับเงินชดเชยกรณีดังกล่าวประมาณร้อยละ 60 ถึง 70 ของรายได้ในแต่ละเดือน เบี้ยประกันประเภทนี้อาจสูง แต่หากสามารถชำระได้ก็เป็นประกันที่คุณควรพิจารณา

18. ซื้อประกันสุขภาพแต่เนิ่นๆ
ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนที่อายุเริ่มเข้าสู่วัย 40 มองหาประกันสุขภาพที่มีอายุกรมธรรม์ยาวๆ จุดมุ่งหมายคือ จะได้เสียเบี้ยต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อตอนอายุมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ประกันชีวิตที่เน้นประกันสุขภาพของบริษัทแห่งหนึ่งอาจคิดเบี้ยประกันสำหรับผู้ที่อายุ 45 ปีที่ 10,754 บาท แต่สำหรับผู้ที่อายุ 55 ปี ต้องชำระเบี้ยประกันที่ 15,367 บาท และบริษัทประกันอาจไม่รับประกันอีกต่างหากถ้าเรามีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว

19. ซื้อประกันอุบัติเหตุและทุพพลภาพ
เพื่อคุ้มครองการบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน โดยบริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเท่ากับจำนวนเงินเอาประกัน และหากเป็นการทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวรและได้ระบุค่าสินไหมทดแทนเท่ากับจำนวนเงินเอาประกันแล้ว จะได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ประกันชีวิตหลักอีกต่อไป

20. คิดให้ดีก่อนซื้อประกันชีวิต
หากคุณไม่มีบุคคลที่อยู่ในความดูแลหรือรับผิดชอบ เช่น ลูก ภรรยา บิดา มารดา ฯลฯ การซื้อประกันชีวิตอาจไม่จำเป็น และการซื้อประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลาอาจเป็นทางเลือกที่ดีเพราะค่าเบี้ยประกันถูก โดยคุณกำหนดช่วงเวลาประกันเพื่อคุ้มครองเฉพาะช่วงเวลาที่ลูกคุณจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากคุณเท่านั้นก็พอ ไม่จำเป็นต้องซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่แม้จะให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นเมื่อครบอายุกรมธรรม์ เนื่องจากเบี้ยประกันของประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์สูงกว่าแบบกำหนดระยะเวลามาก อีกทางเลือกหนึ่งคือการแบ่งเงินมาลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่ให้โอกาสของผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่า โดยคุณสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้

21.เขียนพินัยกรรม
แม้การตายจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง แต่เพื่อความไม่ประมาท คุณก็ควรเตรียมเรื่องพินัยกรรมไว้ให้ดี เพื่อทรัพย์สินของคุณจะได้เป็นของผู้รับมรดกที่คุณตั้งใจ โดยพินัยกรรมแบบธรรมดาต้องทำเป็นหนังสือ โดยจะเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำเพื่อพิสูจน์ความสามารถของผู้ทำ และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานอย่างน้อยสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมในขณะนั้น

เกษียณอายุ

22. สะสมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
การออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในองค์กรที่ มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเป็นสวัสดิการแก่พนักงาน เพราะนอกจากคุณจะได้รับประโยชน์ทางภาษี คือเงินที่คุณสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในแต่ละปีสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีและยกเว้นภาษีเงินได้ตามที่จ่ายเงินสะสมจริงได้สูงถึงร้อยละ 15 ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน และผลประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนก็ไม่ต้องเสียภาษี อีกทั้งคุณยังจะได้รับเงินสมทบจากนายจ้างในจำนวนที่เท่ากันหรือมากกว่าเงินสะสมของคุณด้วย แล้วแต่จะกำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน เท่ากับคุณได้รับผลตอบแทนทันทีโดยไม่มีความเสี่ยงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่าจากเงินสมทบของนายจ้างนั่นเอง

23. ออมเพื่อเกษียณอายุก่อนออมเพื่อการศึกษาของลูก
ฟังดูอาจจะแปลกๆสำหรับผู้ที่มีลูกทั้งหลายที่เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตคือการศึกษาที่ดีของลูก แต่ที่แนะนำเช่นนี้เนื่องจากการออมเพื่อวัยเกษียณโดยการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินที่ลงทุนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้และผลตอบแทน ที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ความมั่งคั่งของคุณเพิ่มได้รวดเร็วกว่า เมื่อเทียบกับการออมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาจริงๆในไทยซึ่งยังไม่มีรูปแบบที่เฉพาะ และไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เพื่ออนาคตที่ดีของลูกอาจพิจารณาเพิ่มเติมในการเลือกใช้เครื่องมือการลงทุนอื่นที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเมื่อปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีความคาดหวังประมาณผลตอบแทนที่พอเพียง อาทิ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว โดยอาจเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบระมัดระวังที่มีการลงทุนในเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการออมเพื่อการศึกษาของลูก

24. ออมเงินในกองทุนประกันสังคม
กองทุนประกันสังคมเป็นการออมบังคับภาคเอกชนอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ประโยชน์ทางภาษี และคุณยังได้เงินสมทบทั้งจากนายจ้างและรัฐบาลอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ว่างงาน เกษียณอายุ ฯลฯ คุณก็จะได้รับประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ ดังนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่ต้องรักษาสถานะสมาชิกกองทุนประกันสังคมไว้อย่างต่อเนื่องพร้อมปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด

25. อย่าซื้อหุ้นขององค์กรที่คุณทำงานอยู่
พราะเป็นการพึ่งพิงความมั่นคงของตนเองกับบริษัทมากเกินไป ควรกระจายความเสี่ยงออกไป เพราะว่าไม่เพียงรายได้ของคุณจะขึ้นอยู่กับความมั่นคงของบริษัทเท่านั้น เงินออม/เงินลงทุนของคุณยังขึ้นกับความมั่นคงของบริษัทเช่นกัน ดังนั้น หากมีปัญหาเกิดขึ้นกับบริษัทที่คุณทำงานอยู่ เช่น กรณีของบริษัทเลห์แมน บราเทอร์สหรือแบร์ สเทิร์นส์ที่ต่างเคยเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก แต่เมื่อธุรกิจประสบปัญหา พนักงานหลายคนกลายเป็นคนตกงาน ขณะที่เงินออมของพนักงานบางคนที่อยู่ในรูปของหุ้นของบริษัทก็ไร้ค่าไปทันทีเช่นกัน

26. หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นโดยตรง
เพราะการลงทุนในหุ้นที่ดี คุณจะต้องมีความรู้ ข้อมูลด้านการวิเคราะห์และลงทุนที่ดี ทางเลือกอื่นที่ดีกว่าคือการลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวม เพราะนอกจากเงินของคุณจะได้รับการบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ มีข้อมูลแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วย แต่ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนหุ้น ควรเป็นการลงทุนระยะยาวและคุณสามารถรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้เช่นกัน

27. ลงทุนในกองทุนดัชนี
กองทุนดัชนีคือ กองทุนที่มีการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นฐานในการคำนวณดัชนีในสัดส่วนที่สอดคล้องกับดัชนีที่อ้างอิง เช่น กองทุนทีเด็กซ์ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นที่อ้างอิงดัชนีเซ็ต 50 ข้อดีของกองทุนประเภทนี้คือ มีค่าใช้จ่ายต่ำและมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนที่ดี โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากมาลงทุน หากคุณคาดหวังประมาณผลตอบแทนจากการลงทุนที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี กองทุนดัชนีก็เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนดัชนีก็ควรเป็นเงินเย็นและสามารถลงทุนได้ระยะยาว

28. ซื้อหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนจากสถาบันการเงินที่คุณเชื่อถือได้
ปัจจุบัน คุณสามารถซื้อกองทุนรวมได้จากสถาบันการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือบริษัทประกันชีวิต เนื่องจากการลงทุนมีผลต่อความมั่นคงทางการเงินของคุณในอนาคต คุณจึงควรเลือกซื้อกองทุนรวมจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยพิจารณาจากความรู้ความสามารถในการให้คำแนะนำ จรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ การบริการที่ดีและสม่ำเสมอ ฯลฯ เพื่อที่คุณจะได้วางใจได้ว่าเงินของคุณจะได้รับการดูแลอย่างดี

29. สร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับคุณ
พอร์ตการลงทุนคือ สัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งหากเป็นการลงทุนระยะยาว (มากกว่าสิบปี) พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมคือหุ้นร้อยละ 50 (ตามทฤษฎีการลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนในหุ้นจะส่งผลต่อมูลค่าเพิ่มของเงินลงทุนและสามารถชนะเงินเฟ้อได้) ตราสารหนี้ระยะยาวร้อยละ 30 เงินสดหรือหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเหมือนเงินสด เช่น เงินฝากออมทรัพย์ กองทุนตลาดเงิน ฯลฯ ร้อยละ 20 แต่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน การจัดสัดส่วนการลงทุนและน้ำหนักการลงทุนในตราสารประเภทต่างๆที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลากหลายของแต่ละบุคคล ทั้งด้านส่วนตัว อาทิ อายุ อาชีพ อายุการทำงานที่เหลือ หรือ ระยะเวลาที่ลงทุน ภาระค่าใช้จ่าย ข้อจำกัดต่างๆ รวมทั้งด้านการเงินการลงทุน อาทิ จำนวน เงินลงทุน และวัตถุประสงค์การลงทุน ประมาณอัตราผลตอบแทนรวมที่คาดหวัง ระดับความเสี่ยงที่คุณสามารถรับได้ สภาพคล่องของเงินลงทุนที่คุณต้องการ ระยะเวลาลงทุน ภาระภาษี ข้อจำกัดและเงื่อนไขการลงทุน ทั้งนี้ โดยทั่วไป หุ้นเป็นหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้ แต่ก็มีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น หากเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีฐานะการเงินที่ไม่ดี แม้จะให้ดอกเบี้ยที่สูง ก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในหุ้นที่ดีๆหลายบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ดี อนึ่ง ภาระภาษีก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม กล่าวคือ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของเงินปันผลของหุ้นเรือกองทุนรวมเพียงร้อยละสิบ ขณะที่ภาระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของเงินฝากหรือตราสารหนี้สูงกว่าอยู่ที่ร้อยละ 15

และคำแนะนำส่งท้ายแต่สำคัญที่คุณไม่ควรมองข้ามก็คือ จงดูแลสุขภาพ กินอาหารที่ดี ออกกำลังสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสุขภาพทั้งกายและใจที่ดี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหนๆ