แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรสำเร็จใช้ชีวิตอย่างมีสไตน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สูตรสำเร็จใช้ชีวิตอย่างมีสไตน์ แสดงบทความทั้งหมด

50 + บริหารจัดการความเสี่ยงให้สมดุล


ช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไป บางคนไม่มีรายได้แล้ว บางคนก็เหลือเวลาที่จะหารายได้อีกไม่ถึง 5 ปี ไม่มีเวลาพอสำหรับการลงทุนระยะยาวอีกต่อไป เป็นช่วงที่ยอมรับควรเสี่ยงได้น้อยที่สุด เงินออมเกือบทั้งหมดที่มีคือ 90% ควรนำไปฝากธนาคารหรือซื้อตราสารหนี้ต่างๆ เพื่อให้ได้รับดอกเบี้ย และอาจแบ่งเพียง 10% ไปลงทุนซื้อหุ้น เพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่หากว่าผิดคาดเกิดสูญเงินก้อนนี้ไปบางส่วน ก็คงไม่กระทบการเงินโดยรวมมากนัก

การเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ
หลังจากที่คุณได้ตรากตรำทำงานมาจนถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ใกล้จะถึงช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ “ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุ” ซึ่งผู้ที่มีการเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี จะสามารถยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ตลอดจนสามารถดำเนินชีวิตในช่วงหลังเกษียณอายุได้อย่างมีความสุข

- สุขภาพร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้น ระบบต่างๆ ของร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมสมรรถภาพลง ซึ่งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น แจ่มใส และชะลอความชราได้ นอกจากนี้การรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง และการตรวจสุขภาพประจำปีก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงด้วยเช่นกัน


- จิตใจ การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและสภาวะแวดล้อมต่างๆ ในช่วงหลังเกษียณอายุ ย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ของคุณ เช่น เศร้า เฉยเมย หรือเอาแต่ใจมากขึ้น ฯลฯ แต่คุณสามารถสร้างความสุขหลังเกษียณได้ด้วยการยอมรับ เรียนรู้ และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ให้ได้ ซึ่งการหัวเราะหรือยิ้มแย้มจะช่วยให้คุณสดชื่นกระปรี้กระเปร่า และผ่อนคลายความตึงเครียดลงได้


- วิถีชีวิตหรือสังคม หลังจากเกษียณอายุแล้วมักจะมีเวลาว่างมากขึ้น หลายคนอาจเลือกที่จะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับชีวิต เช่น การไปช่วยงานตามชมรม สมาคม หรือมูลนิธิต่างๆ ฯลฯ นอกเหนือจากการช่วยทำงานบ้านตามความสามารถและความถนัด


- สถานะทางการเงิน ช่วงหลังเกษียณเป็นช่วงที่คุณต้องนำเงินออมที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้จ่าย แต่หากคุณไม่มีการวางแผนที่ดี เงินออมที่เกิดจากการทำงานเก็บเงินมาตลอดทั้งชีวิต จะค่อยๆ ลดลง และอาจไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในช่วงหลังเกษียณ ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ตลอดจนวางแผนการจัดสรรเงินออมออกมาใช้แต่ละเดือนหลังเกษียณอายุ และวางแผนหารายได้เพิ่มเติมในช่วงหลังเกษียณอายุด้วย

การวางแผนเกษียณอายุเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการเตรียมตัวที่ดีและมีความพร้อมในทุกๆ ด้านจะทำให้คุณมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข ในช่วงบั้นปลายชีวิต

ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org

วัย 40 ค้นหาการลงทุนที่เหมาะสม


ช่วงอายุ 41-55 ปี เป็นช่วงที่มีรายได้สูงสุด มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ก็เป็นช่วงที่มีรายจ่ายสูงสุดเช่นกัน เพราะมีทั้งค่าจับจ่ายใช้สอย ค่าเล่าเรียนบุตร สำหรับการลงทุนของคนวัยนี้ จะเน้นให้นำเงินออมส่วนใหญ่หรือประมาณ 70% ไปไว้ในที่ที่ปลอดภัย เพราะมีเวลาที่จะหารายได้เหลืออีกไม่กี่ปี เงินที่มีอยู่จึงควรรักษาไว้ใช้ตอนไม่มีรายได้แล้ว ไม่ควรนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงมากกว่านั้น และควรกันเงินส่วนที่เหลืออีก 30% มาลงทุนในหุ้นระยาว เพื่อเพิ่มพูนเงินออมให้มากขึ้น นอกเหนือจากดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับ
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการวางแผนเกษียณ

การที่คุณจะวางแผนและบริหารเงินออมเพื่อการเกษียณอายุของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพหรืออย่างน้อยก็ให้พอเพียงกับการดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
1.ระยะเวลาแห่งช่วงชีวิต (Longevity)
เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่าคุณจะต้องใช้เงินออมของคุณไปอีกกี่ปีหลังจากเกษียณ โดยในปัจจุบันช่วงชีวิตโดยเฉลี่ยของผู้ชายคือ 72 ปี และของผู้หญิงคือ 75 ปี ซึ่งเทคโนโลยีการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น อาจทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวกว่าค่าเฉลี่ยนั้น และเมื่อมีอายุยืนยาวขึ้น จำนวนเงินที่ต้องการใช้ยามเกษียณอายุก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

2.อัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าน่าจะเป็นไปในช่วงเวลาของการเกษียณอายุ (Inflation)
เงินเฟ้อเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม โดยจะเป็นสิ่งที่ทำให้เงินออมที่คุณหามาด้วยความยากลำบากในแต่ละปี ต้อง “ด้อยค่า” ลงไปอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งระดับอัตราเงินเฟ้อสูงมากขึ้นเท่าใด เงินออมของคุณก็ด้อยค่าลงมากเท่านั้น

3.วิถีชีวิต (Life Style)
โดยทั่วไปคุณจะต้องการเงินประมาณ 70% ของรายจ่ายก่อนเกษียณ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายยามเกษียณอายุ ซึ่งจำนวนเงินนี้อาจแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคุณภาพชีวิต ปัญหาสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่แต่ละคนวางแผนเอาไว้
4.สุขภาพ (Health)
หากเกิดปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าก่อนหรือหลังเกษียณ เงินออมเพื่อการเกษียณของคุณย่อมที่จะประสบปัญหาอย่างแน่นอน ซึ่งทางเดียวที่จะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพได้ก็คือ “การออกกำลังกาย”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้ง 4 หัวข้อที่กล่าวมาข้างต้น อาจถูกกำหนดได้ง่ายกว่าหากคุณอยู่ในช่วงใกล้จะปลดเกษียณ แต่การประมาณการไว้คร่าวๆ ก่อนปลดเกษียณซัก 20 - 30 ปี ก็เป็นสิ่งที่คุณน่าจะลองทำดู

เคล็ด(ไม่)ลับ...สู่การเกษียณอย่างมั่งคั่ง
การมีอิสรภาพทางการเงินในขณะที่ยังมีสุขภาพที่แข็งแรงนั้น นับเป็นชีวิตที่น่าปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากคุณจะมีความมั่นคงทางการเงินจนไม่จำเป็นต้องทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพอีกต่อไป คุณยังมีเวลาทำในสิ่งที่รักหรือต้องการ ซึ่งนั่นก็ถือว่าเข้าข่าย “เกษียณ” ได้เช่นกัน แต่การเกษียณอายุก่อน 60 ปี และมีความมั่งคั่งทางการเงินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี ลองมาดูเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณมีความมั่งคั่งตอนเกษียณ

- เริ่มออมอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ตอนอายุน้อยๆ โดยในช่วงแรกๆ อาจจะออมเงินประมาณ 10% ของรายได้ แต่เมื่อหน้าที่การงานมีความมั่นคงมากขึ้น รายได้มากขึ้น ก็ควรจะเพิ่มสัดส่วนการออมให้มากขึ้น
- รู้จักเลือกลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เช่น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นสามัญ ฯลฯ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้

- ฉลาดซื้อ รู้จักเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คุ้มค่า และคุ้มประโยชน์ใช้งาน
- ฉลาดใช้ รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด รักษาสิ่งของต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานได้นานๆ รวมถึงการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม สุขกาย สุขใจ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยอีกด้วย

วัย 30 สร้างรากฐานเพื่อความมั่นคง

คนส่วนใหญ่เริ่มที่จะก่อร่างสร้างครอบครัวในช่วงวัยนี้ เนื่องจากหน้าที่การงานมีความมั่นคงมากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น แต่ภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ที่อยู่ในวัยนี้จึงน่าจะลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงมาเหลือ 50% เพราะเริ่มรับความเสี่ยงได้น้อยลง เนื่องจากเป็นวัยที่มีภาระผูกพัน มีครอบครัวที่ต้องดูแล สำหรับเงินอีก 50% ควรเก็บไว้ในหลักทรัพย์ที่เสี่ยงต่อเงินต้นหรือการรอเวลาน้อยลง อย่างเงินฝากธนาคารและตราสารหนี้


ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ สำหรับการลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัยของคุณเท่านั้น ซึ่งคุณสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับข้อจำกัดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้มีพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด


ช่วงอายุสามสิบกว่าๆ เป็นช่วงที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูงกว่าในช่วงเริ่มต้นทำงานค่อนข้างมาก การใช้จ่ายในช่วงวัยนี้จึงควรมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่ซื้อ รวมทั้งมีจัดทำงบดุลส่วนบุคคล และ งบรายได้และค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบถึงสถานะทางการเงินและพฤติกรรมการใช้จ่ายของคุณและครอบครัว

ทำไมเราควรฝึกจดทำบัญชี
คุณเคยสงสัยบ้างมั้ย... หลังจากเงินเดือนออกไปแค่ไม่กี่วัน แต่ทำไมเงินในบัญชีกลับหายเกลี้ยงไปซะเฉยๆ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าเงินหายไปไหน สุดท้ายที่พอจะทำได้ก็คือ หยิบเครื่องคิดเลขออกมานั่งคำนวณว่าเงินที่เหลืออยู่จะพอใช้จนถึงสิ้นเดือนหรือไม่ แต่หากคุณทำบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่เป็นประจำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ลองมาดูประโยชน์ของการทำบัญชีรายรับรายจ่ายกัน

1.ทราบรายรับ – รายจ่ายที่แน่นอน
ทำให้คุณมีข้อมูลสำหรับการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงในอนาคต

2.ทราบพฤติกรรมการใช้จ่าย
ว่าคุณมีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยอย่างไร และฟุ่มเฟือยไปกับการซื้อสิ่งของต่างๆ ที่ไม่จำเป็นและไม่เคยใช้หรือไม่

3.ทราบสถานะของตัวเองและครอบครัว
ในปัจจุบันตลอดจนสามารถนำมาคาดการณ์การใช้จ่ายในอนาคตให้เหมาะสมได้
ป้องกันการผิดพลาดในการใช้จ่ายการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะทำให้คุณมีความรอบคอบและรัดกุมในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ความผิดพลาดในการใช้จ่ายก็จะลดลง

4.ช่วยในการวางแผนการใช้จ่ายและจัดสรรเงินออมให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
คุณอาจวางแผนแบ่งรายได้ออกเป็นส่วนๆ เช่น 20% เป็นเงินออม 50% เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นทั่วไป จำพวกอาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และอีก 30% ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา ค่าใช้จ่ายเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และการประกันชีวิต


สรุปง่ายๆ ได้ว่า “การทำบัญชีรายรับรายจ่าย” เป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนทางความคิดให้เกิดการลด ละ เลิกใช้จ่ายสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆ รู้จักการเก็บออม รู้คุณค่าของการใช้เงิน รู้ฐานะการเงินของครอบครัวว่าแต่ละเดือนมีรายรับรายจ่ายเท่าไร ก่อให้เกิดเงินออม และทำให้ครอบครัวมีความสุข


ในการนำเงินออมไปลงทุนในทางเลือกต่างๆ นั้น ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทางภาษีที่รัฐมอบให้ เนื่องจากรัฐมีนโยบายจะส่งเสริมการออม รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจบางประเภทในช่วงเวลาหนึ่งๆ ดังนั้น หากคุณเข้าใจรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐมอบให้อย่างคุ้มค่า จะช่วยให้คุณสามารถประหยัดภาษีในแต่ละปีลงได้ โดยสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับการออมและการลงทุนมีดังนี้


1.การซื้อประกันชีวิตถ้าคุณทำประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป คุณสามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 50,000 บาท

2.การซื้อ / เช่าซื้อ / สร้างที่อยู่อาศัยถ้าคุณต้องชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ธนาคาร โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นหลักประกันการกู้ยืมนั้น คุณสามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

3.การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-term Equity Fund : LTF)คุณสามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

4.การซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF)คุณสามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมเข้ากับเงินสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ฯลฯ


นอกจากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีรายได้บางประเภทที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้อีกด้วย ซึ่งคุณควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม รวมไปถึงการติดตามกฎระเบียบหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณสามารถวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลตอบแทนจากการออมและการลงทุนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/

วัย 20 เริ่มต้นฝันให้เป็นจริง

ถือได้ว่าเป็นวัยที่ได้เปรียบในการลงทุนมากที่สุด เนื่องจากยังไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากนัก และยังมีโอกาสหารายได้อีกนาน จึงทำให้สามารถรับความเสี่ยง ได้มาก คนวัยนี้สามารถนำเงินออม 90% ไปลงทุนในหุ้นได้ แต่ไม่ใช่การลงทุนแบบเก็งกำไร ควรเป็นการลงทุนระยะยาว

โดยเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี แล้วซื้อทิ้งไว้หรือซื้อเพิ่มเรื่อยๆ จะมีโอกาสได้กำไรสูงมาก เพราะเวลาจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ ได้ ส่วนเงินออมที่เหลืออีก 10% ควรเก็บไว้ในรูปเงินฝากธนาคาร และตราสารหนี้ต่างๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้ที่มีความปลอดภัยของเงินต้นสูง และได้อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน

ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ สำหรับการลงทุนให้เหมาะกับช่วงวัยของคุณเท่านั้น ซึ่งคุณสามารถที่จะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะกับข้อจำกัดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และผลตอบแทนที่คาดหวัง เพื่อให้มีพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด


เคล็ดไม่ลับ...กับการออม
ในวัยหนุ่มสาวมักไม่ค่อยนึกถึงการวางแผนการเงินสำหรับอนาคตเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมเงินออมไว้สำหรับตอนเกษียณอายุ เพราะอาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวมาก หนุ่มสาวส่วนใหญ่จึงมักจะบริหารจัดการเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยหารู้ไม่ว่า... ยิ่งเริ่มออมช้าเท่าใด ยิ่งทำให้ยอดเงินออมในอนาคตลดลงมากขึ้นเท่านั้น เอาล่ะ... ลองมาดูเคล็ด (ไม่) ลับ เกี่ยวกับการออมกัน


1.กำหนดเป้าหมายในการออม
ก่อนที่จะออมคุณควรกำหนดเป้าหมายว่าออมเงินเท่าใดถึงจะพอดี และเพียงพอที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างสบายๆ ในช่วงหลังเกษียณ เพราะถ้าออมมากเกินไป ก็อาจจะเป็นการเบียดเบียนตนเอง ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียรในปัจจุบัน แต่ถ้าออมน้อยเกินไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้เงิน ก็อาจจะมีเงินไม่พอใช้


2.เริ่มออมอย่างสม่ำเสมอ
ในจำนวนเงินที่ไม่เกินความสามารถของตนเอง โดยในช่วงแรกๆ ที่มีรายได้ไม่มากนัก คุณอาจจะออมเงินประมาณ 10% ของรายได้ แต่เมื่อหน้าที่การงานมีความมั่นคงมากขึ้น รายได้มากขึ้น ก็อาจจะเพิ่มสัดส่วนการออมให้มากขึ้น


3.แบ่งเงินไปลงทุน
เงินเฟ้อเป็นตัวบั่นทอนให้เงินออมของคุณด้อยค่าลง กล่าวคือ หากวันนี้คุณมีค่าครองชีพเดือนละ 10,000 บาท หรือปีละ 120,000 บาท ในอีก 20 ปีข้างหน้า หากเงินเฟ้อปีละ 5% ค่าครองชีพของคุณจะเพิ่มเป็นเดือนละ 26,500 บาท หรือปีละ 318,000 บาทเลยทีเดียว ดังนั้น เพื่อให้ได้เป้าหมายเงินออมตามที่ต้องการ คุณอาจต้องแบ่งเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ

กลยุทธ์ออมเงินแบบลบ 10 บวก 10
เมื่อคุณมีเป้าหมายในชีวิตและเป้าหมายในการออมเงินแล้ว คุณอาจสงสัยว่า... จะออมเงินอย่างไร ให้มีเงินออมตามเป้าหมายที่วางไว้ ในเรื่องนี้มีคำตอบง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพในการออมสูงมากอีกวิธีหนึ่งก็คือ “กลยุทธ์ออมเงินแบบลบ 10 บวก 10”

กลยุทธ์ออมเงินแบบลบ 10
เมื่อหาเงินมาได้เท่าไรให้หักไว้เป็นเงินออมก่อนที่จะเอาไปใช้จ่ายทันที 10% เช่น หากคุณมีเงินเดือน 10,000 บาท ก็หักไว้เป็นเงินออมก่อนเลย 1,000 บาท การออมเงินลักษณะนี้เหมาะกับคนที่มีวินัยทางการเงินค่อนข้างดี

กลยุทธ์ออมเงินแบบบวก 10
ใช้เงินไปเท่าไรต้องเก็บเงินเพิ่มให้ได้ 10% ของเงินที่ใช้ไป เช่น ซื้อของไป 2,000 บาท ก็ต้องออมเงินเพิ่มขึ้นอีก 200 บาทไปพร้อมๆ กัน วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีนิสัยชอบจับจ่ายใช้สอย เพราะจะช่วยเตือนความจำให้เก็บเงินทุกครั้งที่ใช้จ่าย

อย่าลืมว่า... เมื่อคุณคิดที่จะออมแล้ว คุณจะต้องลงมือเก็บออมโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง และต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยการจดบันทึกหรือทำบัญชีายรับรายจ่ายเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง

พลังแห่งดอกเบี้ย เพียงวันละ 20 บาท ก็มีเงินแสนได้
รู้หรือไม่... ว่าคุณสามารถมีเงินหนึ่งแสนบาทได้ ด้วยการออมเพียงวันละ 20 บาท หากคุณนำฝากธนาคารทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยได้รับดอกเบี้ย 2% ต่อปี จะทำให้คุณมีเงินถึง 128,776 บาท ในระยะเวลาเพียง 15 ปี

สำหรับนักออมมือใหม่หรือนักออมมืออาชีพอย่างคุณ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ วินัยในการออมของนักออม เมื่อทราบเช่นนั้นแล้ว ก็ควรเร่งทำการออม เพื่อจะได้เป็นเศรษฐีในอนาคต

ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/